อียูประกาศใช้กองทุนฉุกเฉินของอียูจำนวน 125 ล้านยูโร หรือ 5,313 ล้านบาท เพื่อชดเชยให้แก่เกษตรกร
คณะกรรรมาธิการแห่งสหภาพยุโรป ประกาศใช้กองทุนฉุกเฉินของอียูจำนวน 125 ล้านยูโร หรือ 5,313 ล้านบาท เพื่อชดเชยให้แก่เกษตรกร หลังรัสเซีย งดนำเข้าผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารจากประเทศที่ร่วมกันออกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ที่สืบเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งในยูเครน โดยอียู จะนำเม็ดเงินดังกล่าวมาชดเชยให้เกษตรกร และแจกจ่ายผลผลิตให้กับโรงเรียน สถานพยาบาล และสถาบันการศึกษาแห่งอื่น โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
นายกรัฐมนตรีเยอรมนี แองเกลา แมร์เคิล กล่าวเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตรของอียูและสหรัฐที่มีต่อรัสเซีย ขณะเยือนลัตเวียเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ยุโรป จำเป็นต้องใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงจังต่อวิกฤตในยูเครน การคว่ำบาตรครั้งนี้ พุ่งเป้าไปยังเจ้าหน้าที่ทางการ และภาคเศรษฐกิจหลักของรัสเซีย อาทิ ด้านพลังงาน และการเงิน หลังบรรดาผู้นำชาติตะวันตกอ้างว่า รัฐบาลรัสเซีย อยู่เบื้องหลังความไม่สงบในพื้นที่ทางตะวันออกของยูเครน และคอยสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนฝักใฝ่รัสเซีย
นายกรัฐมนตรีรัสเซีย ดมิทรี เมดเวเดฟ พูดในวันเดียวกันว่า การงดนำเข้าสินค้าอาหารจากยุโรปครั้งนี้ จะไม่ส่งผลต่อราคาอาหารในประเทศ และหวังว่า มาตรการดังกล่าวจะบังคับใช้ในระยะสั้นเท่านั้น แต่การงดนำเข้าอาหารครั้งนี้ กลับส่งผลดีต่อเกษตรกรรัสเซีย เพราะผลผลิตของเกษตรกรเหล่านี้ จะสามารถเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น จากเดิมที่เคยมีแต่แอปเปิ้ลนำเข้าจากโปแลนด์ หรือแม้แต่ ปลาจากนอร์เวย์เต็มไปหมด
ประเทศในกลุ่มอียู ที่ส่งออกผลไม้สดและถั่วไปยังรัสเซียรายใหญ่ที่สุด คือ โปแลนด์ ซึ่งมีมูลค่า 339 ล้านยูโร หรือ 14,411 ล้านบาท ตามมาด้วย ลิธัวเนีย ด้วยมูลค่า 309 ล้านยูโร หรือ 13,136 ล้านบาท และทั้งสองประเทศ ยังเป็นส่งออกผักสดไปยังรัสเซียเป็นรายใหญ่ที่สุดของกลุ่มอียู
คณะกรรมาธิการของอียู ประกาศช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยจะจ่ายเงินชดเชยผู้ปลูกพีชและท้อเป็นจำนวน 10% ของผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ และเตรียมนำเงินก้อนใหม่มาเพิ่มความช่วยเหลือแก่เกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดอื่น
กรรมาธิการด้านการเกษตรของอียู ดาเชียน ชิโอโลช เปิดเผยว่า ขณะนี้ เป็นฤดูเก็บเกี่ยวของพืชหลายชนิด แต่ไม่สามารถหาทางเก็บรักษาได้ ทั้่งยังไม่สามารถหาตลาดทางเลือกเพื่อระบายสินค้าได้ในตอนนี้
เขาบอกด้วยว่า เกษตรกรผู้ปลูกพืช ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งรายเล็กและรายใหญ่ จะได้รับเงินชดเชย โดยจะพิจารณาจากความเหมาะสมของแต่ละราย และมาตรการช่วยเหลือนี้ จะมีอายุถึงเดือนพฤศจิกายน
ค่าใช้จ่ายดังกล่าว มาจากงบประมาณพิเศษจำนวน 420 ล้านยูโร จากกองทุนนโยบายเกษตรร่วม หรือ ซีเอพี ของอียู สำหรับเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยจะครอบคลุมพืชหลายชนิด ได้แก่ มะเขือเทศ แครอท ผักกาดขาว พริก กะหล่ำดอก แตงกวา เกอร์คิน (แตงกวาผิวขรุขระ) เห็ด แอปเปิ้ล ลูกแพร์ เบอร์รี่แดง องุ่น และกีวี โดยการส่งออกผักผลไม้ไปยังรัสเซียในปีที่ผ่านมา มีมูลค่ารวมแล้ว 1,070 ล้านยูโร หรือ 45,493 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นการส่งออกผลผลิตทางการเกษตร ที่มีมูลค่ามากที่สุดของอียู ตามมาด้วยผลิตภัณฑ์จากนม และเนื้อสัตว์
รัสเซีย ประกาศมาตรการงดนำเข้าอาหารประเภท เนื้อสัตว์ ปลา ผลิตภัณฑ์จากนม ผัก และผลไม้ จากยุโรป สหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย นอร์เวย์ และพันธมิตรชาติตะวันตก ที่ร่วมในมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย เป็นเวลา 1 ปี
ไฟแนนเชียลไทม์ส รายงานว่า หลังรัสเซียประกาศแบนสินค้าจากชาติตะวันตก ทำให้ลิธัวเนีย โปแลนด์ ฟินแลนด์ และเดนมาร์ก สูญเสียรายได้เป็นจำนวนหลายร้อยล้านยูโรแล้วในขณะนี้





