ข้อพิพาทดินแดนปาเลสไตน์ ก่อกบฎอิรัก ทุจริตเลือกตั้งอัฟกาฯ แย่งดินแดนยูเครน พิพาทดินแดนทะเลจีนใต้ สหรัฐล้มเหลว
วิกฤตความมั่นคง ที่กำลังปรากฎทั่วโลกขณะนี้ ตั้งแต่ข้อพิพาทเหนือดินแดนปาเลสไตน์ การก่อกบฎในอิรัก ปัญหาการทุจริตเลือกตั้งในอัฟกานิสถาน การแบ่งแย่งดินแดนในยูเครน และข้อพิพาทเหนือดินแดนในทะเลจีนใต้ ระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้าน สะท้อนถึงความล้มเหลวของประเทศที่อาสาเข้ามาเป็นตำรวจโลกอย่างสหรัฐ ได้อย่างชัดเจน
วุฒิสมาชิกรัฐแอริโซนา จากพรรครีพลับลิกัน จอห์น แมคเคน มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เครื่องบินพุ่งชนตึกเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 โลกก็เข้าสู่ยุคที่เกิดความวุ่นวายมากที่สุด สิ่งนี้เป็นผลพวงจากยุคหลังสงครามเย็น ที่อิทธิพลของประเทศมหาอำนาจเสื่อมลง ทำให้ความมั่นคงของประเทศเหล่านี้ถูกท้าทาย
หลังเหตุการณ์ดังกล่าว สหรัฐ พยายามป้องกันประเทศ ด้วยการส่งทหารเข้าไปทำสงครามในประเทศแถบตะวันออกกลาง โดยอ้างว่า เพื่อช่วยปราบปรามก่อการร้าย แต่นโยบายต่างประเทศของสหรัฐก็ถูกปรับเปลี่ยนอีกครั้ง หลังจากนายบารัก โอบามา เข้ามาเป็นประธานาธิบดี โดยนายโอบามา ชูนโยบายถอนทหารออกจากอิรักและอัฟกานิสถาน มาตั้งแต่เริ่มหาเสียง และใช้การทูตเพื่อกำจัดความรุนแรง
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐหลายคน พูดตรงกันว่า กลุ่มก่อการร้ายและประเทศที่มีจุดยืนตรงข้ามกับสหรัฐ กำลังได้ใจ จากการบริหารด้านการต่างประเทศที่ผ่อนคลายความเข้มงวดลงอย่างมาก สหรัฐกำลังสูญเสีย อำนาจในการควบคุมโลกใบนี้ จึงควรหยุดภัยคุกคามความมั่นคง ด้วยการหยุดยั้งผู้ก่อการร้าย ที่เตรียมยึดอำนาจการปกครองในหลายส่วนของภูมิภาคตะวันออกกลางเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ
หลายเสียงจากภายนอก มองเป็นทิศทางเดียวกันว่า สหรัฐ ควรมีภาวะความเป็นผู้นำ ในการขจัดความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆทั่วโลก นโยบายต่างประเทศ ที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ จะยิ่งทำให้กลุ่มก่อการร้ายเหิมเกริม ส่วนผู้นำประเทศแถบตะวันออกกลางจำนวนหนึ่ง ก็ให้ความเห็นในเชิงตัดพ้อว่า โอบามา ลังเลที่จะส่งทหารเข้ามาแก้ไขความขัดแย้ง ประเทศที่ทำตัวเป็นอันธพาลนับวัน ก็ยิ่งทำตัวเหิมเกริมขึ้นทุกที
การลดความเข้มข้น ของการเข้าแทรกแซงกิจการต่างประเทศ และการลดบทบาทผู้นำโลกของสหรัฐ ทำให้การประเทศพันธมิตร ขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จนส่งผลต่อมุมมองของแต่ละประเทศ ในประเด็นเข้าไปมีส่วนร่วม เพื่อขจัดความขัดแย้งทั่วโลก
การแบ่งแยกดินแดนในยูเครน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า แม้จะมีมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ จากทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรปออกมา แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งความรุนแรงได้
เลขาธิการสภาความมั่นคงและการปกป้องดินแดนยูเครน อันดรีย์ ปารูบีย์ กล่าวแย้งมาตรการคว่ำบาตรว่า ประเทศในสหภาพยุโรป ไม่จริงใจต่อการแก้ปัญหา เนื่องจากยังคงต้องพึ่งพารัสเซียในแง่ของทรัพยากรธรรมชาติ แม้ว่าสหรัฐ จะมีท่าทีให้ความสนใจก็ตาม แต่ก็ยังไม่มากพอ ทั้งยังเกรงว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับยูเครน จะลามไปถึงคาซัคสถาน เบลารุส และประเทศแถบทะเลบอลติก
ต้องจับตามองกันต่อไปว่า อิทธิพลของสหรัฐที่แผ่วลงจะส่งผลต่ออีกส่วนหนึ่งของโลกแบบที่เกิดกับยูเครนหรือไม่ หลายฝ่ายมองว่า สหรัฐอาจไม่สามารถทำตามสัญญา ที่จะปกป้องญี่ปุ่น ไต้หวัน และชาติอื่นๆ ที่กำลังขัดแย้งกับจีนได้ แม้ประธานาธิบดีโอบามา และรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ จะอ้างว่า ให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้มากมายเพียงใดก็ตาม





