นักลงทุนต่างชาติจับตาการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซียมีขึ้นวันที่9ก.ค.นี้เป็นการตัดสินว่าใครบริหารเศรษฐกิจ
การลงทุนต่างชาติมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซียที่จะมีขึ้นวันที่ 9 ก.ค.นี้ ซึ่งจะเป็นเครื่องตัดสินว่าใครจะได้ทำหน้าที่บริหารเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ระหว่างนายโจโก "โจโควี" วิโดโด ผู้ว่าราชการกรุงจาการ์ตา กับอดีตนายพลปราโบโว ซูเบียนโต
ผู้สมัครทั้งสองชูวาระ "ชาตินิยม" เนื่องจากประชาชนมองว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจของประเทศ อาศัยวิธีการที่นำทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาลไปขายให้แก่ต่างชาติมากเกินไป อีกทั้งรัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มายังไม่ค่อยปกป้องบริษัทท้องถิ่น
นายปราโบโวถูกมองว่าชาตินิยมมากกว่า ขณะที่นายโจโควีถูกมองว่าเป็นข้าราชการที่มีความสามารถ และแม้อินโดนีเซียมีแรงงานราคาถูกจำนวนมาก ประกอบกับต้นทุนการผลิตค่อนข้างต่ำ อีกทั้งยังมีชนชั้นกลางที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่นักลงทุนหลายรายยังเต็มใจที่จะรอจนกว่าจะทราบผลการเลือกตั้ง โดยบรรดานักลงทุนกระเป๋าหนักที่กำลังเมียงมองอยู่นั้น รวมถึงฟอกซ์คอนน์เทคโนโลยีกรุ๊ป ผู้รับช่วงงานผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ของบริษัทแอ๊ปเปิ้ล
นายเทอร์รี โกว์ ประธานฟอกซ์คอนน์ ไม่ปฏิเสธระหว่างการเยือนกรุงจาการ์ตาเมื่อเดือนก.พ.ว่าชอบนายโจโควี ซึ่งเป็นตัวเก็งในการเลือกตั้ง แต่นายปราโบโวก็เป็นผู้สมัครที่มองข้ามไม่ได้ เพราะได้รับการสนับสนุนจากพรรคโกลคาร์ และการสำรวจความเห็นก็สะท้อนว่าเขากำลังตีตื้นขึ้นมา ประกอบกับผู้มีสิทธิออกเสียงอีกจำนวนมากยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร
การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในอินโดนีเซียมีจำนวน 270.4 ล้านล้านรูเปียะห์เมื่อปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อน แต่เมื่อไตรมาสแรกของปีนี้การลงทุนจากต่างชาติเพิ่มขึ้นเพียง 9.8%
แหล่งข่าวเผยว่าฟอกซ์คอนน์ ซึ่งจดทะเบียนที่ตลาดไต้หวันในชื่อฮอนไห่พรีซิชันอินดัสตรี กำลังรอให้รัฐบาลใหม่เข้าบริหารประเทศในเดือนต.ค. ก่อนตัดสินใจว่าจะเดินหน้าโครงการผลิต 1,000 ล้านดอลลาร์ในอินโดนีเซียหรือไม่
ดูเหมือนประเด็นสำคัญอยู่ที่คำขอที่ดินฟรีในกรุงจาการ์ตาของฟอกซ์คอนน์กับกฎระเบียบกับยุ่งยากของอินโดนีเซีย
"อินโดนีเซียเป็นตลาดใหญ่มากสำหรับฟอกซ์คอนน์ ดังนั้นบริษัทจังหวังว่าอินโดนีเซียจะมีทิศทางนโยบายที่ชัดเจนหลังจากการเลือกตั้ง" แหล่งข่าวเผย
"โจโควี"เป็นมิตรกับตลาด
จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารและนักลงทุน ดูเหมือนแวดวงนักลงทุนจะชื่นชอบนายโจโควี ซึ่งเคยเป็นนักธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ อีกทั้งหุ้นและค่าเงินอินโดนีเซียยังได้รับผลกระทบหลังจากพรรคโกลคาร์ประกาศสนับสนุนนายปราโบโว
"นักธุรกิจโดยทั่วไปรู้สึกว่านายโจโควีเป็นมิตรกับธุรกิจมากกว่า" นายเคนิชิ โทมิโยชิ ผู้อำนวยการองค์การการค้าต่างประเทศญี่ปุ่นในกรุงจาการ์ตา ระบุ
ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่านายโจโควีขึ้นชื่อเรื่องการเป็นผู้นำที่เรียกหาได้ทุกเวลา และเป็นนักแก้ปัญหา
"ปัญหามากมายที่ภาคธุรกิจเผชิญในอินโดนีเซีย เป็นประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินงานอย่างการถือครองที่ดิน ซึ่งจากประวัติแล้วนายโจโควีน่าจะมีความใกล้ชิดหรือเกี่ยวข้องโดยตรงกับความพยายามแก้ไขประเด็นเหล่านี้ หากนายโจโควีชนะ ภาคธุรกิจจะรอดูว่าเขาจะทำอะไรในช่วง 6 เดือนหรือปีแรก หากภาคธุรกิจเห็นผลลัพธ์ว่าเขาสามารถทำอย่างที่เคยพูดไว้ได้ การลงทุนต่างชาติจะทยอยเข้ามา" นายแอนทัน อลีฟันดิ นักวิเคราะห์แห่งไอเอชเอส ระบุ
ความน่าดึงดูดใจของอินโดนีเซียในสายตาของนักลงทุนจากประเทศอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐ คือประชากร 240 ล้านคน ซึ่งมากเป็นอันดับ 4 ของโลก รวมถึงชนชั้นกลางที่ขยายตัวมากขึ้น
นายโทมิโยชิกล่าวว่าบรรดาบริษัทญี่ปุ่นเล็งไปที่อุตสาหกรรมยานยนต์ อาหาร และภาคบริการการเงินในอินโดนีเซีย โดยบริษัทญี่ปุ่นเผชิญการเติบโตที่จำกัดในตลาดในประเทศ ดังนั้นจึงต้องมองหาในต่างแดน โดยเฉพาะอินโดนีเซีย
ยังห้ามส่งออกแร่
เมื่อเดือนม.ค. รัฐบาลเก็บภาษีส่งออกและห้ามส่งออกสินแร่ เพื่อบีบให้ผู้ทำเหมืองสร้างโรงงานหลอมและแปรรูปในประเทศ จนสร้างความวิตกแก่นักลงทุนว่าเป็นสัญญาณถึงกระแสกีดกันการค้า
เจ้าหน้าที่พรรคมองว่าทั้งนายโจโควีและนายปราโบโวไม่น่าจะยกเลิกข้อห้ามส่งออกสินแร่ ทั้งยังอาจแสดงท่าทีไปในเชิงเดียวกันในส่วนของภาคธนาคาร เห็นได้จากการที่นายโจโควีเสนอให้จำกัดการขายธนาคารหลายแห่งให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ขณะที่นายปราโบโวก็จะยืนยันถึงแนวทาง "พึ่งพาอาศัยกัน" สำหรับภาคธนาคารและประกัน
ปัจจุบัน ต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ 40% ในภาคธนาคาร ขณะที่เมื่อปีที่แล้วดีบีเอสกรุ๊ปโฮลดิงส์ของสิงคโปร์กล่าวว่าจะไม่เดินหน้าแผนการมูลค่า 7,200 ล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าถือครองกิจการแบงก์ดานามอนของอินโดนีเซีย หลังจากข้อตกลงไม่คืบหน้า
การศึกษาเมื่อปลายปีที่แล้วของบริษัทเอิร์นส์แอนด์ยัง พบว่าบริษัทหลายแห่งของสหรัฐกำลังวางแผนลงทุนใหม่ๆ 61,000 ล้านดอลลาร์ในอินโดนีเซียในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนว่าเอื้อหรือไม่
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนบางรายเชื่อว่าคุ้มค่าที่จะลงทุนในอินโดนีเซียในระยะยาว โดยนายบารัต โจชิ ผู้จัดการด้านการลงทุนแห่งบริษัทอเบอร์ดีนแอสเซตแมเนจเมนต์ในเอเชีย ระบุว่าแม้อินโดนีเซียจะมีปัญหาเรื่องศักยภาพการผลิตเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน รวมถึงปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียม แต่สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาระยะสั้นที่อาจกลายเป็นโอกาสในอนาคตหากได้รับการแก้ไข
"เรายังมองเห็นความน่าดึงดูดในแง่ของความมั่งคั่งที่มากขึ้น รวมถึงรูปแบบประชากรที่เอื้อ ทั้งยังมีแรงหนุนจากหนี้่สินในระดับต่ำและการบริโภคที่มากขึ้น" นายโจชิอธิบาย แม้ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสองคนเคยกล่าวว่าจะให้โอกาสบริษัทท้องถิ่นมากกว่า ในการลงทุนด้านอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซก็ตาม
ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นเป้าหมายการลงทุนมานานแล้ว แต่ในระยะหลังนักการเมืองที่มีแนวคิดชาตินิยมได้รณรงค์ "ตัดปีก" ของบริษัทต่างชาติ ซึ่งพวกเขามองว่ากอบโกยผลกำไรไปมหาศาลแต่ให้กลับมาเพียงนิดหน่อย
นโยบายที่กำหนดขึ้นมานั้น รวมถึงการจำกัดบริษัทต่างชาติในการจ้างงานคนต่างชาติ และจำกัดหุ้นที่ธนาคารสามารถซื้อได้ในอีกธนาคารหนึ่ง
ผู้สังเกตการณ์จำนวนหนึ่งมองว่าแนวทางการหาเสียงของนายโจโควีและนายปราโบโวสะท้อนว่า ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง บรรยากาศหรือสถานการณ์ไม่มีแนวโน้มจะเปลี่ยนไปภายใต้รัฐบาลใหม่
เศรษฐกิจอินโดนีเซียมีความคึกคักมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยอัตราการขยายตัวปีละ 6% ได้แรงหนุนจากความต้องการการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะจากจีน และอำนาจในการจับจ่ายของชนชั้นกลาง
ขณะที่รัฐบาลกรุงจาการ์ตามองว่าแม้อาจเจ็บปวดในระยะสั้น แต่การเคลื่อนไหวอย่างการห้ามส่งออกแร่ เป็นทางเดียวในการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ





