วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักวิเคราะห์คาด'เฟด'ปิดฉากคิวอีไตรมาส3

นักวิเคราะห์ประเมินเฟดยุติ"คิวอี"ปลายไตรมาส3นี้ ระบุเงินทุนเคลื่อนย้ายปกติ เหตุมติเฟดเป็นไปตามที่ตลาดเงิน

นักวิเคราะห์คาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ในปลายไตรมาส 3 ปีนี้ หลังจากเดินหน้าลดคิวอี ลงอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวเข้าสู่เป้าหมาย อัตราว่างงานที่ระดับ 6.5% และเงินเฟ้อ 2.5%

เฟด เริ่มใช้คิวอีตั้งแต่เดือนก.ย. 2555 โดยอัดฉีดเงินเข้าระบบเดิมละ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่หลังจากที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เฟดก็เริ่มลดคิวอีลงในเดือนธ.ค. 2556 จนถึงปัจจุบัน เหลือที่ระดับ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รอบนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดเงินมากนัก เพราะตลาดเงินเองคาดไว้อยู่แล้วว่า เฟด จะยังเดินหน้าลดขนาดของมาตรการคิวอีลงต่อเนื่อง และยังคงดอกเบี้ยในระดับต่ำต่อแม้คิวอีจะหมดไป

“การประชุมครั้งนี้ ไม่ได้แตกต่างจากทุกครั้ง คือ ยังทยอยลดขนาดของคิวอีลงอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้ปัจจุบันเหลือเดือนละ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ จึงไม่มีอะไรที่เป็นข่าวสารใหม่ออกมา” นายเบญจรงค์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม อาจมีประเด็นเรื่องที่ เอฟโอเอ็มซี ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจของสหรัฐในปีนี้ลงเล็กน้อยเหลือ 2.1-2.3% สะท้อนว่าเศรษฐกิจของสหรัฐในปีนี้ อาจไม่ได้ฟื้นตัวรวดเร็วนัก ทำให้ตลาดเงินคาดการณ์กันว่า แม้เฟดจะจบมาตรการคิวอีลง แต่ยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำต่อไปอีกระยะเวลาหนึ่ง

“คือ ตลาดมองว่าคิวอีคงยุติลงในปลายไตรมาส 3 หรือ ต้นไตรมาส 4 แต่แม้คิวอีจะจบไป แต่เฟดคงยังไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ย เว้นแต่เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นเกินกว่า 2% อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามดูรายงานการประชุมของ เอฟโอเอ็มซี เพราะมักจะมีข้อมูลที่ต้องติดตามดู”นายเบญจรงค์กล่าว

สำหรับภาพรวมของเงินทุนเคลื่อนย้ายเอง ยังไม่เห็นอะไรที่ผิดปกติ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมติที่ เฟด ประกาศออกมาเป็นไปตามที่ตลาดเงินส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว

เดือนมิ.ย.บาทแข็งค่าเล็กน้อย

นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ส่วนค่าเงินบาทไทยช่วงเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ภาพรวมถือว่าแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย โดยมาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ แรงซื้อเงินดอลลาร์ของผู้นำเข้าเริ่มลดลง โดยปกติแล้วผู้ส่งออกมักเป็นผู้ซื้อเงินดอลลาร์ในช่วงปลายเดือน ซึ่งปัจจัยชั่วคราวนี้เริ่มหมดไปแล้ว และสองคือความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลับมาดีขึ้น หลังจากการเมืองคลี่คลาย

ปัจจัยสุดท้าย คือ นโยบายการเงินในต่างประเทศยังอยู่ระดับที่ผ่อนคลาย โดยเฉพาะธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ล่าสุดประกาศผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง ทำให้มีเงินบางส่วนไหลเข้าในภูมิภาคเอเชีย และล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เองก็ส่งสัญญาณว่า จะยังผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยคงดอกเบี้ยในระดับต่ำอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

“ถ้าดูเงินทุนเคลื่อนย้าย จะเห็นว่าในตลาดบอนด์เริ่มจะสมดุล ส่วนตลาดหุ้นมีเงินไหลเข้ามาเล็กน้อย เช่นเดียวกับในภาคธุรกิจ ทำให้ภาพรวมเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” นางรุ่ง กล่าว

นอกจากนี้ในการประชุม กนง. รอบที่ผ่านมา กนง. ยังได้พิจารณาถึงภาพรวมของอัตราแลกเปลี่ยนไทยด้วย โดยเห็นว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทมีเสถียรภาพที่ดี การเคลื่อนไหวสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่ค่าความผันผวนอยู่ในระดับกลางๆ ของภูมิภาค ซึ่งเอื้อให้ภาคเอกชนดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น

เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบวีเชฟ

นอกจากนี้ เธอยังกล่าวเสริมถึงตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจใหม่ที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินไว้ที่ 1.5% แม้จะมองว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำ แต่ ธปท. ยืนยันว่า ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นตัวเลขที่ฟื้นตัวแบบวีเชฟหรือเป็นการฟื้นตัวที่ค่อนข้างรวดเร็ว

แม้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวค่อนข้างแรง โดย กนง. ประเมินการเติบโตไว้ที่ 3.4-3.5% แต่หากถัวเฉลี่ยกับในครึ่งปีแรกที่ยังติดลบประมาณ 0.5% ทำให้ค่าเฉลี่ยทั้งปีเติบโตได้เพียง 1.5% โดยผลของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ จะปรากฏให้เห็นชัดเจนทางตัวเลขในปี 2558 ซึ่ง กนง. ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์เพิ่มเป็น 5% จากเดิมที่ 4.8%

"ตัวเลข 1.5% อาจจะมองว่าไม่สูง สาเหตุเพราะไตรมาสแรกเศรษฐกิจเราติดลบค่อนข้างมากที่ 0.6% แม้สถานการณ์การเมืองจะเริ่มดีขึ้นในปลายเดือนพ.ค. แต่ในปีนี้เราเหลือเวลาอีก 7 เดือน เท่ากับว่าเป็น 7 เดือนที่ต้องมาพยุงตัวเลข 5 เดือนแรกที่หดตัวลงค่อนข้างมาก ดังนั้นตัวเลขประมาณการที่ 1.5% จึงถือเป็นการฟื้นตัวแบบวีเชฟ” นางรุ่ง กล่าว

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมาจาก 3 ตัวหลัก คือ การใช้จ่ายของภาครัฐ การลงทุน และ การบริโภคภาคเอกชน เพียงแต่ในส่วนของการบริโภคภาคเอกชนอาจไม่ได้ฟื้นตัวแรงเหมือนในอดีต สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงทำให้การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคอาจทำได้ไม่เต็มที่นัก

การบริโภคถือเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) คิดเป็นราวๆ 50% ดังนั้นแม้จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ก็มีผลต่อการเติบโตของจีดีพีไม่น้อยเช่นกัน

ไม่เผชิญเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค

นอกจากนี้ นางรุ่ง ยังกล่าวยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยไม่น่าเผชิญกับภาวะถดถอยทางเทคนิค (technical recession) เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจไตรมาสสองของปีนี้ ถือว่าดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ยอมรับว่ามีโอกาสที่จะไม่เติบโตหรือติดลบได้เล็กน้อย

“สำหรับเรา ณ ตอนนี้ไม่คิดว่าจะเห็น technical recession เพราะไตรมาส 2 ระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจดีขึ้น โดยดูจากตัวเลขเดือนเม.ย.และพ.ค.ค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และคิดว่าเดือนมิ.ย.หลังจากที่การเมืองคลี่คลาย ความเชื่อมั่นเริ่มกลับมา ก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจเริ่มดูดีขึ้น โอกาสที่เศรษฐกิจไตรมาส 2 จะหดตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกจึงมีความเป็นไปได้น้อยมาก”นางรุ่งกล่าว

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลขประมาณการของ ธปท. เมื่อเทียบกับสำนักเศรษฐกิจรายอื่นๆ อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำนั้น นางรุ่ง กล่าวว่า การประมาณตัวเลขเศรษฐกิจของแต่ละแห่ง มีความแตกต่างกันในสมมติฐานที่นำมาใช้ เช่น การประมาณการตัวเลขเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ รวมทั้งการประมาณการการลงทุนของภาคเอกชน เป็นต้น

“ตรงนี้อยู่ที่สมมติฐานที่หยิบมา ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดเดายาก เช่น ตอนนี้เราจะเห็นว่าความเชื่อมั่นเริ่มฟื้น แต่ความเชื่อมั่นที่ฟื้นกลับมานี้จะนำไปสู่การลงทุนและการบริโภคที่แท้จริงมากน้อยแค่ไหน ตรงนี้ขึ้นอยู่กับสมมติฐานของแต่ละแห่ง ตัวเลขที่ใช้จึงมีความแตกต่างกัน ประมาณการที่ได้ ก็เลยมีความแตกต่างกันตามไปด้วย” นางรุ่ง กล่าว

สำหรับภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวนั้น นางรุ่งกล่าวว่า การฟื้นตัวน่าจะมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่อาจล่าช้ากว่าที่ ธปท. เคยประเมินเอาไว้ และคงไม่ได้มากเท่ากับที่ ธปท. เคยหวังไว้ในอดีต ขณะที่การท่องเที่ยว เชื่อว่าไตรมาส 2 และ 3 ของปีนี้ ยังไม่ดีนัก จึงอาจไม่ได้มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ได้มากนัก