"ซินเจียง" โดนลอบวางระเบิดกลางเมืองหลวงดับ 31 ราย
คนร้ายก่อเหตุขับรถออฟโรด 2 คัน พุ่งเข้าใส่ฝูงชนในตลาดเมืองอุรุมชี มณฑลซินเจียง พร้อมปาระเบิดเข้าใส่ผู้คน ทำเสียชีวิตอย่างน้อย 31 ราย บาดเจ็บอีกเกือบร้อย นับเป็นเหตุรุนแรงที่นองเลือดที่สุด "สี จิ้นผิง" ลั่นลงโทษอย่างหนักพร้อมกวาดล้างผู้ก่อเหตุ
คนร้ายได้ขับรถออฟโรด 2 คันพุ่งเข้าใส่ฝูงชนในตลาดในเมืองอุรุมชี อันเป็นเมืองเอกของมณฑลซินเจียง จากนั้นได้ปาระเบิดเข้าใส่ฝูงชน และรถหนึ่งใน 2 คันเกิดระเบิด ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 31 ราย บาดเจ็บกว่า 90 คน
เหตุการณ์นี้ทำให้นึกถึงเมื่อครั้งที่เกิดเหตุทางรถยนต์บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปีที่แล้ว
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จีนเผชิญเหตุรุนแรงหลายครั้งพุ่งเป้าไปที่พลเรือน เหตุร้ายบางอย่างเกิดขึ้นห่างไกลจากซินเจียง แต่เจ้าหน้าที่ยังระบุว่าเป็นฝีมือกลุ่มแบ่งแยกดินแดนจากซินเจียง
จีนส่งคณะทำงานเร่งสอบสวน
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศจะลงโทษอย่างหนักแก่ผู้ก่อการร้ายที่ก่อเหตุรุนแรง พร้อมคงนโยบาย "ลงมือก่อน" และกวาดล้างผู้ก่อเหตุอย่างจริงจัง
นอกจากนั้น ผู้นำจีนยังกล่าวว่าตำรวจจะเพิ่มการลาดตระเวนและควบคุมดูแลความปลอดภัยจุดที่อาจเป็นเป้าหมายก่อการร้าย พร้อมป้องกันผลกระทบอันเป็นระลอกคลื่นตามมา
ทางการจีนได้ส่งคณะทำงานนำโดยนายกัวะ เฉิงคุน รัฐมนตรีกิจการความมั่นคงสาธารณะ ไปยังซินเจียงเพื่อสอบสวนเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งเป็นการก่อเหตุที่นองเลือดที่สุดในระยะหลัง อันพุ่งเป้าไปที่สถานที่สาธารณะ
ทั้งนี้ รัฐบาลกรุงปักกิ่งระบุว่ากำลังเผชิญการก่อการร้ายจากกลุ่มเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนในซินเจียง ซึ่งมีแรงขับจากกลุ่มหัวรุนแรงและกลุ่มต่างชาติ ขณะที่มีเสียงวิจารณ์ว่าความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ และการถูกปราบปรามทางวัฒนธรรมกับศาสนาของชาวอุยกูร์ ซึ่งอาศัยอยู่ในซินเจียง เป็นปัจจัยสำคัญของความไม่สงบในมณฑลที่อยู่ห่างไกลไปทางตะวันตกและอุดมด้วยทรัพยากรแห่งนี้
เวบท่า เทียนชาน ระบุว่าเหตุการณ์นี้มีความรุนแรงมาก
"คนร้ายได้ขับรถ 2 คันฝ่าเครื่องกีดขวางที่เป็นโลหะ เข้าใส่ฝูงชนและจุดระเบิด ทำให้มีผู้เสียชีวิต 31 ราย บาดเจ็บ 94 คน" เวบเทียนชานระบุ
ผู้อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่าได้ยินเสียงระเบิดดังปังหลายครั้งเวลาประมาณ 7.50 น. อันเป็นช่วงที่ชาวบ้านไปจับจ่ายซื้ออาหารในช่วงเช้า
ขณะที่ผู้โพสต์บนเวบเหวยโปว่าเห็นเปลวไฟและกลุ่มควันหนา ขณะที่รถและข้าวของลุกเป็นไฟ พ่อค้าแม่ค้าทิ้งข้าวของและหนีตายกันอลหม่าน
นักวิเคราะห์ชี้คนร้ายเชี่ยวชาญขึ้น
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 30 เม.ย. อันเป็นวันสุดท้ายในการเยือนซินเจียงของนายสี คนร้ายที่มีมีดและระเบิดเป็นอาวุธได้ก่อเหตุโจมตีสถานีรถไฟในเมืองอุรุมชี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 79 คน ส่วนคนร้าย 2 คนเสียชีวิต
ขณะที่เมื่อเดือนมี.ค. มือมีดหลายคนออกไล่แทงผู้คนที่สถานีรถไฟในคุนหมิง ทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองอุรุมชี 2,500 ก.ม. ทำให้มีผู้เสียชีวิต 29 ราย บาดเจ็บ 143 คน ซึ่งจีนระบุว่าเป็นเหตุวินาศกรรม 9/11 ของจีน หรือเป็นเหตุร้ายครั้งใหญ่ในระดับเทียบเคียงกับการจี้เครื่องบินพุ่งเข้าชนตึกเวิลด์เทรดของสหรัฐ โดยทางการจีนได้ยิงผู้ก่อเหตุเสียชีวิตไป 4 ราย
นายฉาน เว่ย นักรัฐศาสตร์แห่งสถาบันเอเชียตะวันออกแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวว่าเหตุร้ายที่เกิดขึ้นในระยะหลัง สะท้อนทักษะทางเทคนิคและการจัดการของผู้ก่อเหตุ มีมากขึ้น
"คนร้ายสามารถเลือกจุดลงมือและจังหวะในการก่อเหตุ อีกทั้งการท้าทายต่อรัฐบาลจีนยังมีมากขึ้น" นายฉานกล่าวพร้อมเสริมว่าทุกครั้งที่เกิดเหตุ ปฏิกิริยาของทางการจีนคือการปราบปราม
เหตุระเบิดครั้งนี้มีขึ้น 1 วันหลังจากสื่อของทางการรายงานว่าศาลเมืองซินเจียงจำคุกคนไป 39 คน เป็นเวลา 15 วันในหลายข้อหา รวมถึงแจกจ่ายวีดิโอก่อการร้าย
"เหตุร้ายเหล่านี้ไม่มีความสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดน แต่มีสาเหตุมาจากความอัดอั้นที่มีมานานต่อรัฐบาลจีน รวมถึงข้อจำกัดด้านศาสนา เพราะกำลังอยู่ในวงจรแห่งความชั่วร้าย เพราะไม่มีการเจรจาระหว่างชาวอุยกูร์กับทางการจีน" นายวิลลี ลัม นักวิเคราะห์จีนแห่งมหาวิทยาลัยไชนีสในฮ่องกง ระบุ
ทั้งนี้ เมื่อปี 2552 เกิดเหตุจลาจลในเมืองอุรุมชี ระหว่างชาวอุยกูร์กับชาวจีนเชื้อสายฮั่น ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีจำนวนมากในประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 200 ราย
มีเสียงวิจารณ์ว่ารัฐบาลกรุงปักกิ่งทำให้ภัยคุกคามความมั่นคงในซินเจียงรุนแรงเกินจริง เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้ไม้แข็ง นายดิลชัต เรซิล โฆษกสภาอุยกูร์โลกพลัดถิ่น แถลงว่าสถานการณ์ที่เลวร้ายลง มีความสัมพันธ์โดยตรงกับนโยบายปราบปรามของทางการ พร้อมเรียกร้องรัฐบาลกรุงปักกิ่งไม่ให้เดินหน้าปราบปราม
อย่างไรก็ตาม จีนกล่าวมาตลอดว่านโยบายในซินเจียงนำมาซึ่งความรุ่งเรืองและมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้น
เหตุร้ายครั้งนี้สร้างกระแสไม่พอใจ ทำให้เวบเหวยโปมีการโพสต์ข้อความเรียกร้องให้ดำเนินการกับคนร้าย
"เราควรเรียนรู้วิธีการต่อต้านก่อการร้ายจากสหรัฐและอิสราเอล" ผู้ใช้คนหนึ่งโพสต์ข้อความ ขณะที่อีกคนเข้าไปโพสต์ว่า "ไม่ว่าคนร้ายจะเรียกร้องอะไร ก็ไม่ควรทำร้ายประชาชน"





