จีนสั่งระงับความสัมพันธ์กับเวียดนาม หลังคนเวียดนามลุกขึ้นต้านจีนทั่วประเทศ
จีนประกาศระงับแผนแลกเปลี่ยนระดับทวิภาคีในบางเรื่องกับเวียดนาม หลังเกิดเหตุประท้วงต่อต้านจีนอย่างรุนแรงในเวียดนาม แม้รัฐบาลกรุงฮานอยจะประกาศห้ามจัดการชุมนุมต่อต้านจีนขึ้นอีกก็ตาม
นายหง เล่ย โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงวานนี้ (18 พ.ค.) ว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้น จากการประท้วงต่อต้านจีนในเวียดนามนั้น ทำลายบรรยากาศ และเงื่อนไขต่างๆ สำหรับการแลกเปลี่ยน และความร่วมมือระหว่างจีนกับเวียดนาม
"ในวันนี้ จีนจึงตัดสินใจที่จะระงับแผนการแลกเปลี่ยนระดับทวิภาคีในบางเรื่องไว้ก่อน โดยจะจับตาดูความคืบหน้าของสถานการณ์ ก่อนจะพิจารณาว่าจะดำเนินมาตรการใดๆ เพิ่มเติมต่อไป" นายหง ระบุ โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับแผนความร่วมมือดังกล่าวแต่อย่างใด
จนถึงขณะนี้ เหตุวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเวียดนาม ทำให้มีชาวจีนเสียชีวิตไปแล้ว 2 ราย โดยการตัดสินใจข้างต้นยังเกิดขึ้น หลังรัฐบาลจีนได้ดำเนินการอพยพพลเมืองของตัวเองมากกว่า 3,000 คน รวมถึงผู้ได้รับบาดเจ็บจากการประท้วงจำนวน 16 คน กลับประเทศ
ทางการจีนเปิดเผยว่าได้ส่งเรือ 5 ลำ ไปยังเวียดนาม เพื่ออพยพพลเมืองออกจากเวียดนาม เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับพลเมืองของตน หลังจากที่นักเคลื่อนไหวชาวเวียดนามพยายามก่อหวอดการประท้วงครั้งใหม่เมื่อวานนี้ โดยกล่าวหาว่าจีนรุกรานเวียดนาม
อย่างไรก็ตาม การประท้วงดังกล่าวไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อทางการเวียดนามส่งเจ้าหน้าที่ความมั่นคงทั้งในและนอกเครื่องแบบหลายร้อยคน เข้าสลายการชุมนุมที่ผู้ประท้วงพยายามรุดเข้าไปยังพื้นที่หน้าสถานทูตจีนประจำกรุงฮานอย รวมทั้งพื้นที่สำหรับการชุมนุมแห่งอื่นในเมืองหลวงของประเทศ
การอพยพข้างต้น ยังเกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังจากที่ กระทรวงต่างประเทศของจีนแนะให้ชาวจีนทุกคนยกเลิกการท่องเที่ยวในเวียดนาม และเตือนพลเมืองของตัวเองในเวียดนามให้หลีกเลี่ยงการออกจากที่ปลอดภัย และเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางการจีนได้กล่าวหาเวียดนามว่า "อำนวยความสะดวก" ให้กับกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านจีน ที่เข้าไปเผาทำลายโรงงานจีนนับสิบแห่ง พร้อมเรียกร้องให้เวียดนามจัดการลงโทษผู้ก่อเหตุ พร้อมจ่ายค่าชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย
โดยหลักการแล้ว การประท้วงทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องผิดกฎหมายในเวียดนาม แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการอย่างที่เคยทำ โดยยอมให้การประท้วงต่อต้านจีนตามท้องถนนเกิดขึ้น ซึ่งมีการมองว่าท่าทีดังกล่าวเป็นวิธีการที่ประเทศเผด็จการอย่างเวียดนาม ใช้แสดงถึงความไม่พอใจที่จีนเข้าไปติดตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมันในน่านน้ำพิพาทที่มีการอ้างสิทธิโดยทั้งสองประเทศ และถือว่าเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านจีน ที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ในสายตาของนักลงทุนต่างประเทศ มองว่าเป็นการทำลายชื่อเสียงของประเทศเวียดนาม ที่พยายามสร้างบรรยากาศที่มีเสถียรภาพด้านการลงทุนในระดับสูง
นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้จีนจะตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมันในพื้นที่พิพาทเหนือดินแดนในทะเลจีนใต้ระหว่างทั้งสองประเทศ แต่ทางการเวียดนามก็ต้องการรักษาสถานะของการเป็นประเทศที่เปิดรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก ดังนั้น ทางการเวียดนามจึงต้องสลายการชุมนุมประท้วงรัฐบาลจีน
นายดัง มิน คอย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม กล่าวว่า เวียดนามจะไม่เปิดโอกาสให้มีการกระทำใดๆ ที่มุ่งเป้าประสงค์ไม่ดีต่อนักลงทุนต่างประเทศ ธุรกิจ หรือ บุคคลใดๆ เพื่อทำให้แน่ใจว่าเหตุที่ไม่อาจให้อภัยได้เกิดขึ้นมาอีก และเวียดนามจะเชิญชวนประเทศผู้ลงทุนและพลเมืองของประเทศนั้นๆ มาเปิดการลงทุน และทำธุรกิจได้อย่างสงบในเวียดนาม
ทั้งนี้ เวียดนามดึงดูดเม็ดเงินลงทุน เอฟดีไอ ในปี 2556 มากถึง 21,600 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 648,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากที่เคยทำสถิติไว้ ที่ 16,300 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 489,000 ล้านบาท เมื่อปี 2555





