วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'32บิ๊กพลังงาน'ยื่นรบ.ใหม่ ปฏิรูป-เลิกบิดเบือน

“ปิยสวัสดิ์” นำทีม 31 บิ๊กด้านพลังงาน เปิดตัวกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน ยื่น 6 ข้อเสนอรัฐบาลใหม่

เปิดตัวกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน ยื่น 6 ข้อเสนอรัฐบาลใหม่ เน้นปรับราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนจริง เพิ่มการแข่งขันในธุรกิจ ชี้ช่วง 5 ปี มีการอุดหนุนราคาพลังงานข้ามสาขากว่า 5 แสนล้านบาท จี้ ปตท.ขายหุ้นที่ถืออยู่ในโรงกลั่นน้ำมันบางจากและโรงกลั่นน้ำมัน SPRC การแยกกิจการท่อก๊าซธรรมชาติให้ชัดเจน เพื่อความโปร่งใส

กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน เปิดแถลงข่าว วานนี้ (12 พ.ค.) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันเป็นครั้งแรกของอดีตข้าราชการระดับสูง อดีตผู้บริหารระดับสูงรัฐวิสาหกิจ นักวิชาการ และ นักธุรกิจ ที่มีประสบการณ์ตรงเรื่องพลังงานจำนวน 32 คน นำโดย นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นายมนู เลียวไพโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน, คุณหญิงทองทิพ รัตนะรัต อดีตผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย

นายศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท.สผ., นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหารบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) นายมนูญ ศิริวรรณ อดีตผู้บริหารระดับสูง บริษัท บางจากปิโตรเลียม และ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน เป็นต้น

"ปิยสวัสดิ์"ยันต้องการสร้างความเข้าใจ

นายปิยสวัสดิ์ กล่าวว่า ในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา มีการนำเสนอข้อมูลทางด้านพลังงานของกลุ่มคนบางกลุ่มที่ค่อนข้างบิดเบือน สร้างความสับสน เช่นประเทศไทย มีแหล่งทรัพยากรปิโตรเลียมจำนวนมาก จนสามารถที่จะกำหนดราคาแอลพีจี เอ็นจีวี และราคาน้ำมันในราคาต่ำ หากทุกฝ่ายที่มีความรู้เรื่องนี้ดี และนิ่งเฉย อาจจะกลายเป็นกระแสสังคม ที่จะบีบบังคับให้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ต้องดำเนินการตามได้ หากเป็นเช่นนั้นจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ดังนั้น กลุ่มบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์โดยตรงทางด้านพลังงาน จึงมีการรวมกลุ่มกัน เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงและแนวทางในการปฏิรูปพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน เพื่อให้รัฐบาลนำไปพิจารณาปฏิบัติ หลังจากนี้จะมีการนำคณะเดินสายไปชี้แจงทำความเข้าใจกับสื่อมวลชนแต่ละสำนัก และเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ผ่านเว็บไซต์ www.energyreform.in.th

“การรวมกลุ่มครั้งนี้ ยืนยันว่าไม่ได้มีผลประโยชน์ทางการเมือง หรือผลประโยชน์ของหน่วยงานใดอยู่เบื้องหลัง แต่เป็นเรื่องของกลุ่มบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ทางด้านพลังงาน ที่มีความเป็นห่วงกระแสของข้อมูลทางด้านพลังงาน ที่มีการบิดเบือนและทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และจะนำไปสู่การสร้างความเสียหายต่อประเทศอย่างมาก หากกลายเป็นกระแสสังคมที่บีบบังคับให้รัฐบาลต้องนำไปปฏิบัติ จึงต้องออกมานำเสนอชุดข้อมูลที่ทุกคนเห็นตรงกันว่าเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนทางด้านพลังงานของประเทศ” นายปิยสวัสดิ์ กล่าว

เสนอ6ข้อรัฐบาลใหม่ปฏิรูปพลังงาน

สำหรับข้อเสนอทั้ง 6 ข้อ เพื่อให้รัฐบาลใหม่ได้นำไปพิจารณาปฏิบัติ ได้แก่ 1.การปรับโครงสร้างราคาพลังงานประเภทต่างๆ ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยปรับอัตราภาษีและเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างน้ำมันเบนซินและดีเซล ไม่ให้ผู้ใช้น้ำมันเบนซิน ต้องไปแบกรับภาระแทนผู้ใช้แอลพีจี เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ยกเลิกนโยบายประชานิยมทางด้านพลังงานที่สร้างผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้หากมีความจำเป็นก็ควรจะช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเป้าหมายโดยไม่กระทบต่อกลไกตลาด

2.เพิ่มการแข่งขันและประสิทธิภาพในธุรกิจพลังงาน เพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยให้กิจการที่มีการแข่งขันของรัฐวิสาหกิจ เข้ามาอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า รวมทั้งบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จะต้องขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ในโรงกลั่นน้ำมันบางจากและโรงกลั่นน้ำมัน SPRC การแยกกิจการท่อก๊าซธรรมชาติออกมาให้ชัดเจน เพื่อความโปร่งใสในการกำกับดูแล และค่อยๆ ลดสัดส่วนการถือหุ้นของปตท.ลง เพื่อเปิดให้บุคคลที่สาม เข้ามาใช้ประโยชน์จากท่อก๊าซได้ โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เข้ามาอยู่ในสังกัดกระทรวงพลังงาน เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ

จี้ลดแสวงหาผลประโยชน์กิจการรัฐถือหุ้น

3.ลดการแทรกแซงโดยมิชอบและเข้ามาแสวงหาประโยชน์ในกิจการพลังงานที่รัฐถือหุ้น ต้องมีการป้องกันเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของเจ้าหน้าที่ของรัฐ 4.ปรับปรุงกระบวนการในการกำหนดนโยบายและการขออนุญาตไม่ได้มีผลประโยชน์ของกลุ่มใดอยู่เบื้องหลัง แต่เป็นเรื่องผลประโยชน์โดยรวมของประเทศการนำเสนอแนวทางให้รัฐบาลนำไปพิจารณาปฏิบัติ โดยมองถึงผลประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติ 4.ปรับปรุงกระบวนการในการกำหนดนโยบายและการขออนุญาต ที่เป็นการเปิดช่องให้นักการเมืองเข้ามาหาประโยชน์จากรัฐวิสาหกิจ เช่น ความซ้ำซ้อนของ พ.ร.บ.โรงงานอุตสาหกรรม กับพ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน

5.การสำรวจพัฒนาและจัดหาแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงหลัก ควรทำให้เกิดความโปร่งใสเรื่องของข้อมูล, การตั้งคณะกรรมการที่มีผู้แทนจากทุกฝ่ายเพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการปรับปรุงระบบการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมให้ได้ข้อยุติใน 3 เดือน,การนำพื้นที่ที่มีศักยภาพทางด้านปิโตรเลียมในภาคเหนือของกระทรวงกลาโหม เข้ามาอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และการเร่งพิจารณาแนวทางพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมสำหรับสัมปทานในพื้นที่ผลิตที่ไม่สามารถต่ออายุได้อีก ให้ได้ข้อยุติอย่างน้อย 5 ปี ก่อนที่สัมปทานจะหมดอายุ และการร่วมกันวางแนวทางที่จะเจรจาหาข้อยุติกับกัมพูชา ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ไทย-กัมพูชา

6.การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พลังงานหมุนเวียน และพลังงานสะอาด โดยแก้ไขให้การผลิตไฟฟ้าเป็นโรงงานจำพวกที่ 1 ที่ไม่ต้องขอใบ ร.ง.4 การยุบเลิกคณะกรรมการบริหารมาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินโครงการ และมีการเลือกปฏิบัติต่อเอกชนผู้ลงทุน อย่างไม่เท่าเทียมเป็นธรรม

อุ้มดีเซล2ปีรัฐสูญรายได้2แสนล้าน

นายมนูญ ศิริวรรณ อดีตผู้บริหารระดับสูง บริษัท บางจากปิโตรเลียม และนักวิชาการอิสระด้านพลังงาน กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลมีการอุดหนุนราคาแอลพีจีในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง จนทำให้การผลิตในประเทศมีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดย 5 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นภาระรวมประมาณ 3 แสนล้านบาท ในขณะที่การกำหนดเพดานราคาน้ำมันดีเซลเอาไว้ไม่เกินลิตรละ 30 บาท ด้วยการยกเว้นภาษีสรรพสามิตของรัฐบาลเพื่อไทย ในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปประมาณ 2 แสนล้านบาท รวมทั้งการกำหนดราคาเอ็นจีวี ที่ต่ำกว่าต้นทุน ก็ทำให้ ปตท.ต้องรับภาระขาดทุน จนไม่สามารถขยายสถานีบริการได้ครอบคลุมทั่วถึงอีกปีละประมาณ 20,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ การที่ไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงาน ยิ่งมีการอุดหนุนราคาพลังงาน ยิ่งทำให้เราใช้พลังงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และเสียโอกาสที่จะนำรายได้ไปพัฒนาระบบสาธารณูปโภคด้านอื่นๆ