เวลธ์เอกซ์ สำรวจเศรษฐีพันล้านเอเชียร่ำรวยที่สุด 10 อันดับแรก ยกให้เศรษฐีจีนขึ้นชาร์ตมากที่สุด 7 คนปีนี้ เทียบปีก่อนที่ติดอันดับเพียง 4 คน
เวลธ์เอกซ์ได้จัดสำรวจเป็นข้อมูลให้เวบไซต์ซีเอ็นบีซีของสหรัฐ เกี่ยวกับกลุ่มเศรษฐีพันล้านทั่วเอเชีย ที่สร้างความมั่งคั่งด้วยลำแข้งของตัวเอง พบว่าความร่ำรวยของเศรษฐีพันล้าน 10 อันดับแรกรวมกันเพิ่มขึ้นกว่า 50% ในปีที่ผ่านมา ตอกย้ำถึงศักยภาพของภูมิภาคในการเป็นแหล่งรวมประชากรร่ำรวยเงินพันล้าน ที่เพิ่มจำนวนเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
โดยเศรษฐีพันล้าน 10 คนแรกร่ำรวยที่สุดในเอเชียจากการจัดอันดับปีนี้ของเวลธ์เอกซ์ คำนวณถึงสิ้นเดือนมี.ค.ปีนี้ มีมูลค่าสินทรัพย์รวมกันเกือบ 1.7 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 5.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% เทียบปีก่อน ซึ่งมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของเศรษฐีเหล่านี้วัดจากมูลค่าหุ้นที่พวกเขาถืออยู่ทั้งในบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนสถานที่พักอาศัย และการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ผลงานศิลปะ,เครื่องบินส่วนตัวและอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ
ผลสำรวจชิ้นนี้ระบุว่า ไม่น่าแปลกใจที่เศรษฐีพันล้านชาวจีน สามารถสวนกระแสภาวะเศรษฐกิจในประเทศตัวเองที่ยังคงชะลอตัวเติบโตต่ำกว่า 8% ด้วยจำนวนเศรษฐีสามารถติดอันดับครั้งนี้มากที่สุดถึง 7 คน ด้วยมูลค่าความมั่งคั่งรวมกันเกือบ1.3แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 4 ล้านล้านบาท ซึ่งปีที่แล้วมีเศรษฐีพันล้านชาวจีนติดอันดับเพียง 4 คน
ลีกาชิงรั้งแชมป์ 2 ปีติดกัน
ในการสำรวจของเวลธ์เอกซ์ ยังยกให้ ลีกาชิง วัย 85 ปี ประธานเฉิงกง โฮลดิ้งส์ และเจ้าของธุรกิจฮัทชิสันวัมเปา ครองอันดับ 1 เศรษฐีพันล้านร่ำรวยที่สุดในเอเชียอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งปีนี้เขามีมูลค่าความรวยสุทธิอยู่ที่ 2.94 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเกือบล้านล้านบาท จากการเป็นเจ้าของธุรกิจสื่อสารรายใหญ่ เจ้าของสถานีโทรทัศน์ ท่าเรือขนส่ง บริการอินเตอร์เน็ต อสังหาริมทรัพทย์ และเป็นผู้เล่นในธุรกิจค้าปลีกด้านความงามกับสุขภาพรายใหญ่ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก
ลีกาชิงทุกวันนี้ถือเป็นบุคคลทรงอิทธิพลทางธุรกิจมากที่สุดในเอเชีย และจากชื่อเสียงในการเจรจาทำดีลธุรกิจอย่างชาญฉลาดจึงได้ฉายาเรียกกันเล่นๆว่า "ซุปเปอร์แมน" ทุกวันนี้ลีกาชิงเป็นเศรษฐีพันล้านไม่ชอบปรากฎตัวออกสื่อ แต่ความมีชื่อเสียงภาพลักษณ์ที่ดีของเขา ทำให้พิพิธภัณฑ์มาดามทูสโซในเมืองเซี่ยงไฮ้สร้างหุ่นขี้ผึ้งลีกาชิงไว้ให้คนทั่วไปได้ชื่นชม
เปิดรายชื่อ 6 เศรษฐีจีนติดโผ
ทั้งนี้มหาเศรษฐีพันล้านชาวจีนอีก 6 คน ที่ติดท๊อปเทนในชาร์ตของเวลธ์เอกซ์ ประกอบด้วย อันดับ 3 หลิว เจ๋อ วู วัย 84 ปี ผู้ก่อตั้ง เค. วาห์ กรุ๊ป อาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริการเพื่อบันเทิงและบริการการแพทย์ ซึ่งกาแลกซี่ เอนเตอร์เทนเมนต์ กรุ๊ป เป็นบริษัทของเขาที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง โดยปัจจุบันวูร่ำรวยด้วยสินทรัพย์สุทธิ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า6.7แสนล้านบาท
อันดับ 4 นายหวาง เจียนหลิน วัย 59 ปี เป็นเจ้าของ ตาเหลียน แวนด้า กรุ๊ป อาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่สุดแห่งหนึ่งของจีน ซึ่งหาโอกาสทำธุรกิจบันเทิงข้ามชาติเข้าไปซื้อเอเอ็มซี เอนเตอร์เทนเมนท์ของสหรัฐในปี 2555 ด้วยเงินลงทุน 2.6 พันล้านดอลลาร์ ด้วยเป้าหมายเชิงรุกหวังครองส่วนแบ่งตลาดอุตสาหกรรมภาพยนต์โลกให้ได้ 20% ภายในปี 2563 ปัจจุบันเจียนหลินมีสินทรัพย์ครอบครองกว่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 5 แสนล้านบาท
อันดับ 6 โร เบิร์ต กว๊อก วัย 90 ปี เป็นชาวจีนในมาเลเซียที่มีฐานทำธุรกิจในฮ่องกง ปัจจุบันเขามีสินทรัพย์ในครอบครอง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 4.8 แสนล้านบาท อันดับ 8 หม่า ฮัวเติง วัย 42 ปี ผู้ก่อตั้งร่วมเทนเซนต์ โฮลดิ้งส์ บริษัทอินเตอร์เนตจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงมีมูลค่า 1.39 แสนล้านดอลลาร์ ปัจจุบันเขาครอบครองสินทรัพย์สุทธิ 1.32 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 4.2 แสนล้านบาท
สุดท้ายอันดับ 10 หลี เหอจวิน วัย46ปี ประธานและซีอีโอของ ฮาเนอร์จี โฮลดิ้ง กรุ๊ป เป็นนักธุรกิจหน้าใหม่มีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมพลังงาน ปัจจุบันเหอจุนถือครองสินทรัพย์สุทธิ 1.06 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 3.3 แสนล้านบาท
เจริญรวยเพิ่มแต่อันดับร่วง
การสำรวจของเวลธ์เอกซ์ ให้ข้อมูลน่าสนใจว่า เจริญ สิริวัฒนภักดี ในวัย 69 ปี เจ้าของบริษัทไทย เบฟเวอเรจ หรือ ไทยเบฟ ผู้ได้ฉายาเจ้าพ่อน้ำเมา ยังสามารถติดกลุ่ม 10 อันดับแรกเศรษฐีพันล้านของเอเชียร่ำรวยที่สุดปีนี้ ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ด้วยความรวยที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 3.6 แสนล้านบาท จากเดิมทำได้ 1.07 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 3.4 แสนล้านบาท แต่อันดับที่ได้กลับลดลงมาอยู่ที่ 9 ในปีนี้ จากปีก่อนได้อันดับ 4
เวลธ์เอกซ์เพิ่มเติมว่า เจริญเป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรธุรกิจขึ้นมาตั้งแต่ปี 2538 สามารถทำธุรกิจเหนือคู่แข่งหลายรายในประเทศ และในช่วง 5 ปีหลังจากการก่อตั้งธุรกิจ เขาสามารถครองส่วนแบ่งตลาดในประเทศคิดเป็น 60% ของทั้งหมด
นอกจากนี้เจริญได้ตั้งไทยเบฟขึ้นมาในปี 2547 และจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ในปี 2549 พร้อมระดมทุนเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป (ไอพีโอ) ที่ราคา 0.28 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ 0.22 ดอลลาร์สหรัฐ และปัจจุบันหุ้นไทยเบฟเทรดที่ราคาประมาณ 0.60 ดอลลาร์สิงคโปร์ ส่งผลให้มูลค่าตามราคาตลาดรวมกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์
อินเดีย-ญี่ปุ่นติดชาติละ 1 คน
ในการจัดอันดับครั้งนี้ยังมีมหาเศรษฐีชาวอินเดียและญี่ปุ่นชาติละ1คน ที่สามารถเข้ามาอยู่ในท๊อปเทนได้ คือ มาซาโยชิ ซัน ผู้ก่อตั้งซอฟท์แบงก์บริษัทอินเตอร์เนตและโทรคมนาคมใหญ่อันดับ2ของญี่ปุ่น ติดอันดับ5ด้วยมูลค่าความร่ำรวย 1.64 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 5.2 แสนล้านบาท
ขณะที่ ดิลิพ ชันกวี วัย 58 ปี ผู้ก่อตั้ง ซัน ฟาร์มาซูติคัล อินดัสตรี้ส์ ผู้ผลิตยารายใหญ่สุดของอินเดีย ซึ่งมีมูลค่าความรวย 1.35 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 4.3 แสนล้านบาท ติดอันดับ 7 เศรษฐีพันล้านเอเชียร่ำรวยที่สุด





