วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สหรัฐหนุนญี่ปุ่นขยายบทบาทกองทัพ

"ชินโซ อาเบะ"ผลักดันให้ประเทศพลิกบทบาทด้านการทหารของตัวเองในภูมิภาคช่วงที่"บารัก โอบามา"เดินทางเยือนแดนซามูไร

นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่นผลักดันให้ประเทศพลิกบทบาทด้านการทหารของตัวเองในภูมิภาคช่วงที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐเดินทางเยือนแดนซามูไร และได้รับการขานรับเป็นอย่างดีจากรัฐบาลวอชิงตันที่ต้องการหาคนมาคานอำนาจจีนอยู่แล้ว

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นถูกลงโทษให้ลดบทบาททางการทหารลงเหลือเพียงกองกำลังที่มีสิทธิ์ป้องกันตนเองเท่านั้น ซึ่งหากญี่ปุ่นต้องการจะเพิ่มบทบาทของตัวเองในการรักษาความมั่นคงในภูมิภาค อาเบะต้องทำให้รัฐบาลเปลี่ยนการตีความรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อเปิดโอกาสให้มีกองกำลังป้องกันตนเองร่วม ซึ่งหมายความว่าทหารญี่ปุ่นสามารถปกป้องพันธมิตรได้แม้ว่าตัวเองจะไม่ได้ถูกโจมตีก็ตาม

ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้ญี่ปุ่นสามารถสอยขีปนาวุธที่เกาหลีเหนือยิงใส่สหรัฐให้ร่วงได้ หรือสามารถยิงใส่เรือรบจีนที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดกับเรือลาดตระเวณออสเตรเลีย แถมยังจะทำให้ญี่ปุ่นมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการแก้ไขความขัดแย้งเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออกกับจีน

ก่อนหน้านี้ อาเบะเคยกล่าวในรัฐสภาเอาไว้ว่าการที่ญี่ปุ่นไม่ยอมหยุดยั้งขีปนาวุธที่ยิงเข้าใส่เรือสหรัฐเพราะถูกจำกัดด้วยคำว่า "ป้องกันตนเองได้อย่างเดียวเท่านั้น" ได้ทำลายพันธมิตรระหว่างญี่ปุ่น-สหรัฐลงอย่างไม่อาจจะคำณวนได้

แผนการซึ่งที่ปรึกษาของนายอาเบะวางเอาไว้คร่าว ๆ คือ คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นอาจจะอนุมัติการตีความรัฐธรรมนูญใหม่ในช่วงกลางปีนี้ ตามมาด้วยการแก้ไขกฎหมายกลาโหมที่เกี่ยวข้องจากรัฐสภาในช่วงปลายปี แต่ยังมีสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลบางส่วนยังกังขาเรื่องนี้อยู่จึงทำให้กำหนดเวลายังไม่แน่นอนนัก

การเปลี่ยนบทบาทของญี่ปุ่นจะช่วยให้สหรัฐแก้ปัญหางบประมาณการทหารขาดแคลนลงไปได้ ทางกระทรวงหลาโหมสหรัฐ หรือเพนตากอน จึงออกมาขานรับนโยบายของอาเบะกันยกใหญ่โดยบอกว่าโตเกียวจำเป็นต้องทำเพื่อสร้างสมดุลในภูมิภาคเนื่องจากจีนอัดงบพัฒนากองทัพก้อนโต

ด้านประเทศอาเซียนหลายประเทศซึ่งมีความขัดแย้งเรื่องดินแดนกับจีนก็เต็มใจที่จะเห็นญี่ปุ่นกับสหรัฐจับมือกันเพิ่มบทบาทด้านความมั่นคงในภูมิภาคมากขึ้น ยกเว้น จีน กับ เกาหลีใต้ ที่มีความรู้สึกว่าญี่ปุ่นไม่เคยลดความก้าวร้าวทางด้านการทหารที่ได้เห็นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ลงเลย

อย่างไรก็ตาม นายสือ อินหง อาจารย์ที่สอนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในมหาวิทยาลัยเหรินหมิน ในกรุงปักกิ่ง กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือท่าทีของสหรัฐ และไม่น่าเชื่อว่าชาวอเมริกันจะขานรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ซึ่งจะทำให้ความตึงเครียดในแถบเอเชียตะวันออกทวีความรุนแรงขึ้น