'มนุษย์กบ'สุดเสี่ยงหาเหยื่อ'เซโวล'

'มนุษย์กบ'สุดเสี่ยง หาเหยื่อ'เซโวล'อับปาง
จากเหตุโศกนาฏกรรมเรือข้ามฝาก "เซโวล" อับปางกลางทะเล หน่วยกู้ภัยระดมทีมมนุษย์กบกว่า 500 ชีวิต ดำดิ่งสู่ท้องทะเลลึกเกือบ 40 เมตร เพื่อนำผู้เสียชีวิตออกมาจากเรือดังกล่าว โดยวันแรกที่เกิดเหตุ (16 เม.ย.) พวกเขาทำได้เพียงดำน้ำสำรวจรอบๆ เรือเท่านั้น เพื่อวางแผนผังและวางแผนการช่วยเหลือ พร้อมทั้งนำเชือกไปยึดโยงระหว่างเรือเซโวลและเรือกู้ภัยบนผิวน้ำ จนกระทั่งคืนวันที่ 19 เมษายน พวกเขาจึงสามารถเข้าไปในเรือเซโวล โดยใช้อุปกรณ์ทุบกระจก นำศพแรกขึ้นมาได้...
จวบจนวันนี้ (23 เม.ย.) ทีมมนุษย์กบทั้งหมด 560 คน จากเรือของทหาร, เรือลาดตระเวน, เรือเอกชน รวมกว่า 204 ลำ เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์อีก 34 ลำ ช่วยกันนำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาจากเรือเซโวล ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 143 ศพ ยังมีผู้สูญหายอีก 159 ราย
ภารกิจนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นักดำน้ำหลายร้อยชีวิตต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย ทั้งจาก "กระแสน้ำเชี่ยว" ปกติแล้วกระแสน้ำใต้ท้องทะเลจะไม่เกิน 2-3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่บริเวณนั้นกระแสน้ำเชี่ยวถึง 11 กิโลเมตรต่อชั่วโมง, "ทัศนวิสัยไม่ดี" เนื่องจากใต้ท้องทะเลมีตะกอนเยอะ ทำให้น้ำขุ่น มองเห็นได้ในระยะ 1 ฟุตเท่านั้น โอกาสที่จะดำน้ำไปชนอะไรนั้นมีสูงและอันตรายมาก, "น้ำเย็นจัด" ถึง 7-12 องศาเซลเซียส ทำให้มนุษย์กบไม่สามารถอยู่ในน้ำได้นานนัก ยิ่งไปกว่านั้น "อุปกรณ์" ที่จะนำไปทุบกระจกของเรือเฟอร์รี่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะประตูและกระจกถูกออกแบบให้มีระบบกันน้ำเป็นพิเศษเข้า ทำให้เปิดประตูเข้าได้ยาก
สำหรับแผนผังของเรือเซโวลนั้น ชั้นที่ 1 มีการบรรทุกรถยนต์และรถขนสินค้าขนาดใหญ่ มีมากถึง 150 คัน ชั้นที่ 2 บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ ส่วนผู้โดยสารจริงๆ จะอยู่ในชั้น 3, 4, 5 คือชั้นที่อยู่ลึกที่สุด เมื่อเรือลำนี้คว่ำหน้าลงการลงไปช่วยผู้โดยสารจึงต้องลงไปลึกกว่า 37 เมตร และการที่เรือเอียงทำให้มีรถยนต์และตู้คอนเทนเนอร์เทลงมา ไม่มีใครรู้ว่าตู้สินค้าเหล่านี้จะเป็นอันตรายต่อมนุษย์กบหรือไม่อย่างไร ทีมงานจึงต้องทำแผนผังอย่างชัดเจน เพื่อความปลอดภัยของทีมมนุษย์กบ
ทั้งนี้ อันตรายที่อาจเกิดกับนักประดาน้ำในการปฏิบัติการครั้งนี้ อาจเกิดภาวะถุงลมปอดฉีก เนื่องจากปกตินักดำน้ำทั่วไปทุกๆ 5-10 เมตร จะมีการพักเพื่อให้ร่างกายปรับตัวก่อนขึ้นเหนือผิวน้ำ ถังอากาศปกติจะสามารถทำให้ดำน้ำได้นาน 40 นาที แต่ต้องเผื่อเวลาที่เขาต้องพักร่างกายก่อนขึ้นสู่ผิวน้ำ เพราะฉะนั้นการทำงานของที่อยู่บริเวณเรือชั้นล่างที่จมลงที่ความถึงกว่า 30 เมตรนั้น แต่ละคนจะอยู่ได้ไม่เกิน 5-10 นาทีเท่านั้น นอกจากนี้ การอยู่ในน้ำลึกอาจเสี่ยงต่อ "ภาวะเมาไนโตรเจน" เนื่องจากบริเวณนั้นกระแสน้ำแรงและส่วนที่ลึกสุดถึงเกือบ 40 เมตร หมายถึงการอยู่น้ำลึกเท่าไหร่ความกดอากาศในถังออกซิเจนที่เขาสูดเข้าไปก็ยิ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายเท่านั้น
ตัวแทน "ทีมมนุษย์กบ" ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารเรือเกาหลี ให้สัมภาษณ์ด้วยคำพูดที่น่าประทับใจว่า
"ความปลอดภัยไม่ใช่ปัญหาสำคัญที่สุด ในสถานการณ์เช่นนี้ เป้าหมายของเราคือ การไม่ทิ้งใครไว้ในทะเล หมายถึงการต้องช่วยผู้โดยสารออกมาครบทุกชีวิต"
อันตราย...จากการดำน้ำ
เว็บไซต์ชลเทคโนโลยีเซอร์วิสดอทคอม ซึ่งเป็นทีมงานนักดำน้ำที่จบจากกองทัพเรือและสถาบันสอนนักดำน้ำชั้นนำของโลก ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายที่อาจจะเกิดจากการดำน้ำไว้ 3 ปัจจัย คือ
1.โรคแรงกดดันลด ยิ่งอยู่ในน้ำนาน หรือยิ่งดำน้ำลงลึกเท่าไหร่ ก๊าซไนโตรเจนในอากาศที่เราหายใจเข้าไปจะละลายอยู่ในเลือด พอขึ้นสู่ผิวน้ำแรงกดดันก็จะลดลงเรื่อยๆ ทั้งนี้ ก๊าซไนโตรเจนที่ละลายอาจไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือด หรือไปกดเนื้อเยื่อโดยรอบ ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนอื่นไม่เพียงพอ จึงเกิดอาการเจ็บปวดบริเวณแขน ขา หัวไหล่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อศอก
นอกจากนี้ยังมีอาการทางผิวหนัง เช่น คัน ออกผื่น หรือรู้สึกร้อนผิวหนังบริเวณลำตัวและหัวไหล่ จากนั้นผิวหนังก็จะเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำและเป็นลาย ส่วนอาการทางปอด อาจเจ็บหน้าอก ไอ หายใจลำบาก ผู้ป่วยอาจช็อกหรือเสียชีวิตได้ รวมถึงอาการทางระบบประสาท และไขสันหลัง อาจทำให้เกิดอัมพาตได้
2.อาการบาดเจ็บจากปอดขยายตัว หากขึ้นสู่ผิวน้ำจากความลึก 33 ฟุต มีผลให้ก๊าซในปอดเพิ่มปริมาณขึ้นถึงเท่าตัว ขณะขึ้นสู่ผิวน้ำนักดำน้ำจะไม่กลั้นหายใจ แต่จะหายใจตามปกติ เพื่อระบายอากาศที่เพิ่มขึ้นออกไปจากปอด หากมีลมแทรกอยู่ในทรวงอกหรือใต้ผิวหนังบริเวณรอบๆ คอ จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอึดอัดบริเวณคอ กลืนลำบาก คอบวม และเสียงเปลี่ยนไป หรือลมที่รั่วมาจากถุงลมปอดแตก อาจไปกดหัวใจ ทำให้เจ็บหน้าอก หายใจ ลำบากหรือเป็นลมได้ และฟองอากาศอาจไปขวางการไหลเวียนของเลือดในสมอง ทำให้เกิดอาการแบบอัมพาต หัวใจเต้นผิดจังหวะ หยุดเต้น หรืออาจหยุดหายใจ และอาจมีฟองเลือดออกทางปากและจมูก
3.อาการบาดเจ็บที่หูส่วนกลาง ขณะที่ดำน้ำลึกลงไปเรื่อยๆ แรงกดในรูหูจะเพิ่มขึ้นจนไปดันที่แก้วหู ถ้าร่างกายปรับตัวเองไม่ทัน แก้วหูก็จะถูกดันจนแตกได้ หรืออาจมีเลือดออกในหูส่วนกลางได้







