ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ อ่านหนังสือ เทรนด์เที่ยวคนรุ่นใหม่ปี 2026

เปลี่ยนจากเที่ยวหรู สู่ทริปสโลว์ไลฟ์! เทรนด์ท่องเที่ยวปี 2026 ในกลุ่มขาเที่ยว Gen Z เน้นอยู่กับตัวเองพักในฟาร์มสเตย์ ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ อ่านหนังสือ มาแรงพุ่ง 300%
KEY
POINTS
- เทรนด์การท่องเที่ยวปี 2026 กำลังเปลี่ยนจากความหรูหราไปสู่รูปแบบสโลว์ไลฟ์ โดยเน้นกิจกรรมในฟาร์มสเตย์ เช่น ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ และการพักผ่อนเพื่ออ่านหนังสือโดยเฉพาะ
- ผลสำรวจจาก Expedia ชี้ว่านักเดินทางรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z มีความสนใจสูงในการเข้าพักในฟาร์มหรือชนบท (84%) และทริปที่เน้นการอ่านหนังสือ (91%) เพื่อหลีกหนีความวุ่นวาย
- การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่นี้สะท้อนความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ให้คุณค่ากับความสงบ ประสบการณ์ส่วนตัว และการ "เปลี่ยนจังหวะชีวิต" มากกว่าการเที่ยวตามแลนด์มาร์คในเมืองใหญ่
ทริปล่องเรือสุดหรู นอนพักบนตึกสูงระฟ้าหลบไป! เมื่อเทรนด์ท่องเที่ยวมาแรงปีนี้ ไม่ใช่การเที่ยวหรู แต่เป็นการท่องเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์สไตล์ Farm-stay ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ในชนบท หรือเที่ยวแบบพักใจอ่านหนังสือชิลๆ ซึ่งคาดว่าเทรนด์นี้กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2026
ยืนยันจากผลสำรวจใหม่ล่าสุดจาก Expedia, Hotels.com และ Vrbo ที่เปิดเผยว่า นักเดินทางกว่า 84% สนใจที่จะเข้าพักในฟาร์มหรือพื้นที่ชนบทใกล้เคียง โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่โหยหาการพักผ่อนวิถีใหม่ จนมียอดรีวิวที่กล่าวถึง "ฟาร์ม" บนแพลตฟอร์ม Vrbo พุ่งสูงขึ้นถึง 300% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สัญญาณนี้สะท้อนชัดเจนว่านักเดินทางยุค 2026 กำลังหมุนตัวออกจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ไปสู่พื้นที่ที่มอบความสงบและเติมเต็มจิตใจได้มากกว่า
พลังของ ‘เมืองนอกสายตา’ กับความสุขที่เรียบง่ายแต่ตราตรึง
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขสถิติ แต่เห็นชัดเจนเป็นรูปธรรมจับต้องได้ หนึ่งในเคสที่น่าสนใจคือ ประสบการณ์ท่องเที่ยวของ ฟาเซีย ฮาร์วีย์ (Farcia Harvey) นักเดินทางวัย 27 ปีที่เคยเดินทางไปปักหมุดเที่ยวแลนด์มาร์คระดับโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นนิวยอร์ก นิวออร์ลีนส์ (ในช่วงเทศกาลมาร์ดิกราส์) บาร์เซโลนาและมาดริด ประเทศสเปน แต่เธอกลับพบว่าทริปที่ "ตราตรึงใจ" ที่สุด คือการไปเยือนเมืองทางเลือกอย่าง ซินซินแนติ ในรัฐโอไฮโอ
"ฉันยังคงนึกถึงทริปนั้นอยู่ตลอดเวลา" เธอเล่าผ่าน CNBC Make It และบอกว่าโจทย์ตอนนั้นคือการหาที่เที่ยวที่ไม่ไกลจากบ้านนัก แต่ก็ไม่อยากเที่ยวแบบ Staycation อยู่ในเมืองเดิมๆ จึงตัดสินใจลองไปเที่ยวที่เมืองซินซินแนติ ซึ่งเสน่ห์ที่ทำให้เธอหลงรักที่นี่ก็คือ "ความเรียบง่าย" ที่หาไม่ได้ในมหานครใหญ่
เธอใช้เวลาไปกับการนั่งชิลล์ที่เอาท์ดอร์บาร์ แวะร้านเบเกอรี่ท้องถิ่นชื่อดังอย่าง Brown Bear Bakery เดินรับลมบนทางเดินริมแม่น้ำ หรือแม้แต่การนั่งรถรางฟรีชมเมือง สิ่งเหล่านี้คือความหรูหราแบบ "Slow Life" ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว เมื่อเธอโพสต์เรื่องราวนี้บนโซเชียลมีเดียของเธอ ก็พบว่ามันกลายเป็นไวรัลที่มีคนดูหลักล้าน และเกิดกระแสคอมเมนต์แนะนำเมืองนอกสายตา (Under-the-radar cities) อื่นๆ ที่มีคุณค่าเหมาะที่จะไปเยือนสักครั้ง
เปลี่ยนปาร์ตี้สละโสด เป็นการบำบัดจิตใจท่ามกลางทุ่งหญ้า
ความคลั่งไคล้ในสถานที่ท่องเที่ยวนอกเมืองใหญ่ที่เปรียบเสมือนเป็น Hidden Gems ของฮาร์วีย์ คือส่วนหนึ่งของเทรนด์ใหญ่ที่เรียกว่า Slow Travel ซึ่งปัจจุบันได้ขยายตัวไปถึงการเฉลิมฉลองวาระสำคัญของชีวิต อย่างเช่นในเคสของ เอริคก้า กิลเลีย (Aricka Giglia) วัย 28 ปี ชาวลอสแอนเจลิสที่เลือกจัดปาร์ตี้สละโสดกับเพื่อนสาว 10 คนที่ฟาร์มในแถบเมืองดัลลัส แทนที่จะไปปาร์ตี้สุดเหวี่ยงในเมืองใหญ่เหมือนคนอื่นๆ เธอต้องการให้ทริปนี้เป็นเหมือนการ "Wellness Retreat" เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจก่อนเริ่มชีวิตคู่
กิลเลีย ตัดสินใจจองที่พัก Lavender Hill Farmhouse เป็นเวลา 3 คืน เพราะตกหลุมรักบรรยากาศแบบฟาร์มชนบท ที่มีครบทั้งเล้าไก่ ฝูงวัว ม้า และสระน้ำสำหรับพายเรือ กิจกรรมของพวกเธอไม่ใช่การออกไปเที่ยวคลับในตัวเมือง แต่เป็นการเชิญเชฟส่วนตัวมาทำอาหารในห้องครัวใหญ่ของฟาร์ม และล้อมวงทานมื้อค่ำกันริมทุ่งหญ้า
"พวกเราไม่เคยเที่ยวแบบตั้งใจไปอยู่กับธรรมชาติจริงๆ มาก่อน ถ้าพูดถึงธรรมชาติ เรามักจะนึกถึงทะเลเขตร้อน แต่น้อยคนนักที่จะนึกถึงฟาร์ม" เธอเล่าให้ฟัง นอกจากความฟินแล้ว ความคุ้มค่าก็เป็นอีกปัจจัยที่เธอเลือกเที่ยวที่นี่กับเพื่อนๆ เพราะค่าใช้จ่ายต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 250 ดอลลาร์เท่านั้น (ราวๆ 7,800 บาท) ซึ่งถูกกว่าทริปของสามีเธอที่ไปจัดปาร์ตี้สละโสดในเม็กซิโกถึง 3 เท่า
เมื่อ ‘Readaways’ = ความหรูหราใหม่ของคนยุคดิจิทัล
เมลานี ฟิช (Melanie Fish) ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวเสริมว่า นี่คือการเคลื่อนไหวที่ผู้คนต้องการพักจากความเร่งรีบ เพื่อหาโอกาสปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติและสัตว์ในฟาร์ม ซึ่งสอดคล้องกับอีกหนึ่งเทรนด์ที่มาแรงไม่แพ้กันคือ 'Reading Retreat' หรือทริปสำหรับการอ่านหนังสือโดยเฉพาะ
ปัจจุบันกลุ่มนักอ่านอย่าง Bad Bitch Book Club จัดทริปอ่านหนังสือทั่วอเมริกาเป็นประจำทุกเดือน และได้รับความนิยมถล่มทลาย ข้อมูลจาก Expedia ยืนยันว่า นักเดินทางถึง 91% สนใจทริปที่เน้นการอ่านหนังสือและการใช้เวลาที่มีคุณภาพร่วมกัน
"ฉันยกความดีความชอบให้กระแส BookTok ที่ทำให้สิ่งที่เรียกว่า 'Readaways' เติบโต ผู้คนเลือกมุ่งหน้าไปยังบ้านพักริมทะเลหรือบ้านในชนบทที่มีระเบียงกว้างๆ พร้อมเก้าอี้โยกที่พวกเขาจะสามารถขดตัวอ่านหนังสือเล่มโปรดได้อย่างเต็มที่" ฟิช อธิบาย
ความสงบคือหัวใจ ที่เที่ยวชื่อดังอาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป
แม็คเคนซี นิวคอมบ์ (Mackenzie Newcomb) ผู้ก่อตั้งบุ๊คคลับแห่งหนึ่ง ให้ความเห็นอย่างน่าสนใจว่า เมืองท่องเที่ยวชื่อดังอาจไม่ใช่คำตอบของนักท่องเที่ยวยุคนี้เสมอไป เขาบอกว่า "เมืองเหล่านั้นมีไว้เพื่อออกไปสำรวจและปาร์ตี้ ไม่ใช่เพื่อการผ่อนคลาย"
แต่ทริปอ่านหนังสือต้องการบรรยากาศที่สงบและวิวที่สวยงาม สำหรับนิวคอมบ์แล้ว เขามักมองหาที่พักที่ทุกคนในกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัว จะมีความสุขได้ แม้ไม่ได้ออกไปไหนเลยตลอดทั้งสัปดาห์ อย่างเช่น ฮ็อกกิง ฮิลส์ (Hocking Hills) ในรัฐโอไฮโอ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองโคลัมบัสไปทางใต้เพียงชั่วโมงเดียว
'ที่นี่คู่ชิงอันดับหนึ่งสำหรับทริปในอนาคต' นิวคอมบ์ บอก พร้อมเสริมว่าเหล่าสมาชิกในคลับต่างยืนกรานและเชียร์กันสุดตัว มานานหลายปีให้เขาไปจัดทริปอ่านหนังสือที่นั่น 'ซึ่งแน่นอนว่าตอนแรกเขาก็ยังงงๆ ว่าที่นั่นจะโอเคจริงไหม แต่สมาชิกคลับก็ยังยันคำเดิมว่าที่นี่แหละคือจุดหมายที่พลาดไม่ได้จริงๆ
สถานที่ที่กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตของสายอ่านในปี 2026 จึงกลายเป็นเมืองที่เงียบสงบแต่มีมนต์ขลัง เช่น ซานตาเฟ่ (นิวเม็กซิโก), แชตตานูกา (เทนเนสซี) รวมถึง ฮ็อกกิง ฮิลส์ (โอไฮโอ) อย่างที่กล่าวไป ฯลฯ เมืองเหล่านี้กำลังถูกเสนอชื่อให้เป็นจุดหมายที่เหมาะกับทริปอ่านหนังสือ แม้จะเป็นเมืองที่ดูเรียบง่าย แต่กลับตอบโจทย์การพักผ่อนที่เน้นคุณภาพของการ "อยู่กับตัวเอง" ได้อย่างแท้จริง
ไม่ใช่แค่เปลี่ยนที่นอน แต่เป็นการ "เปลี่ยนจังหวะชีวิต"
เทรนด์ Slow Travel ทั้งการเที่ยวฟาร์มสเตย์ หรือการเที่ยวพักผ่อนอ่านหนังสือเล่มโปรด ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนที่นอน แต่มันคือการ "เปลี่ยนจังหวะชีวิต" ในโลกที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยการแข่งขัน บางครั้งนักท่องเที่ยวอาจรู้สึกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ ต้องเหนื่อยกับการตามเก็บแลนด์มาร์คให้ครบ (เน้นเช็กอินทุกจุดเพราะกลัวไม่คุ้ม) หรือไปในที่ที่คนแห่กันไปจนแออัด (Over-tourism) อาจไม่ใช่การพักผ่อนที่ให้พลังงานดีๆ แก่เราอีกต่อไป
ความนิยมในเมืองรอง ฟาร์มสเตย์ หรือทริปอ่านหนังสือ สะท้อนว่านักท่องเที่ยวยุคใหม่ให้คุณค่ากับ "ประสบการณ์ส่วนบุคคล" และ "ความสงบทางจิตใจ" มากกว่าภาพถ่ายที่ดูหรูหราแต่ฉาบฉวย การได้นั่งอ่านหนังสือเล่มโปรดในบ้านพักไม้กลางป่า หรือการได้ลองใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายในฟาร์ม อาจเป็นนิยามใหม่ของความสุขที่ยั่งยืนและลึกซึ้งกว่าที่เคยเป็นมา
แล้วทริปหน้าของคุณล่ะ? อยากเที่ยวแบบเร่งรีบเพื่อเก็บให้ครบทุกจุดเช็คอินแบบเดิม หรือพร้อมที่จะทิ้งตารางทัวร์ไว้ข้างหลัง แล้วปล่อยให้ความเรียบง่ายนำทางคุณไปสู่ความหมายของการพักผ่อนจริงๆ
อ้างอิง: CNBC Make it, Expedia







