"อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้งส์" ของจีน และคู่แข่งสัญชาติเดียวกันอย่าง "เทนเซนต์ โฮลดิ้งส์" ต่างพยายามที่จะสร้างอาณาจักรของตัวเองด้วยเอ็มแแอนด์เอ
การที่ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของเอเชีย อย่าง "อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้งส์" ของจีน และคู่แข่งสัญชาติเดียวกันอย่าง "เทนเซนต์ โฮลดิ้งส์" ต่างพยายามที่จะสร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้น ทำให้กระแสการทำข้อตกลงผนวก และเข้าซื้อกิจการ หรือ เอ็มแแอนด์เอในเอเชีย ไม่มีแนวโน้มที่จะยุติลงในเร็ววันนี้ แม้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลกจะสูญเสียเสน่ห์ของตัวเองไปอย่างต่อเนื่องก็ตาม
เมื่อไม่นานมานี้ หุ้นของบริษัทเทคโนโลยีในตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ ไล่ตั้งแต่นิวยอร์ก ของสหรัฐ ไปจนถึงฮ่องกง ต่างโดนเทขายอย่างหนัก ท่ามกลางความวิตกว่า อุตสาหกรรมนี้อาจจะมีมูลค่าสูงเกิดความเป็นจริง
การเดินสู่ขาลงของราคาหุ้นโลก ยังเกิดขึ้นหลังเอเชียเริ่มเปิดศักราชใหม่ปี 2557 ด้วยข้อตกลงควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ที่เกิดขึ้นเป็นระลอก ทำให้ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นไตรมาสแรกที่มีการทำข้อตกลงของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีมากสุดเป็นประวัติการณ์ในเอเชียเท่านั้น แต่ยังเป็นไตรมาสที่มีการเคลื่อนไหวด้านนี้มากสุดเป็นอันดับ 4 ด้วย
ราคาหุ้นที่ปรับตัวลง ก็ไม่มีแนวโน้มว่าจะส่งผลกระทบต่อระดับความเร็วของกิจกรรมเอ็มแอนด์เอในภูมิภาคนี้แต่อย่างใด ซึ่งนางเจเน็ต เฉิน หุ้นส่วนจากพอล วิส บริษัทกฎหมายในฮ่องกง ระบุว่า เรื่องนี้มีแต่จะทำให้มูลค่าการซื้อกิจการถูกลงเท่านั้น
การทำข้อตกลงในไตรมาสแรกของปีนี้ ได้รับแรงหนุนหลักจากการเคลื่อนไหวของบริษัทเทคโนโลยีจีนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเลอโนโว กรุ๊ป อาลีบาบา และเทนเซนต์ โดยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ในเดือนม.ค.นั้น เลอโนโวใช้จ่ายเงินไปมากถึง 2,910 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อ "โมโตโรลา โมบิลิตี" ธุรกิจโทรศัพท์มือถือที่ไม่ทำกำไรของกูเกิล อิงค์ และยังทุ่มเงินอีก 2,300 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อธุรกิจเซิร์ฟเวอร์ สำหรับตลาดล่าง จากอินเตอร์เนชั่นแนล บิซิเนส แมชีน หรือ ไอบีเอ็ม
ขณะที่เทนเซนต์ กับอาลีบาบา เลือกที่จะทำข้อตกลงขนาดเล็กกว่า เพื่อขยายธุรกิจของแต่ละราย โดยอาลีบาบาได้จ่ายเงินไป 1,130 ล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าถือหุ้นข้างมากในบริษัทจัดทำแผนที่ออนไลน์ "ออโตเนวี โฮลดิ้งส์" เมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวที่นักวิเคราะห์ระบุว่า เป็นการซื้่อเล่นๆ ของยักษ์อีคอมเมิร์ซรายนี้
ตามด้วยการทำข้อตกลงมูลค่า 804 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อหุ้น 60% ใน "ไชน่าวิชั่น มีเดีย กรุ๊ป" บริษัทผลิตภาพยนตร์ และรายการโทรทัศน์ของจีน เป็นการซื้อกิจการที่ทำให้บริษัทอยู่ในสถานะที่แซงหน้าคู่แข่งอย่างเทนเซนต์ และ "ไป๋ตู อิงค์" บริษัทสื่อยักษ์ใหญ่สัญชาติเดียวกัน
นางเฉิน จากพอล วิส ระบุว่า บริษัทเทคโนโลยีจีนเหล่านี้ ต้องการขยายธุรกิจออกไป เพื่อที่จะไม่ได้เป็นแค่เพียงบริษัทด้านหนึ่งด้านใดเท่านั้น ซึ่งกระแสนี้จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกรณีของอาลีบาบา ที่กำลังจะได้เงินสดจำนวนมาก จากการนำหุ้นออกขายต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก
นักวิเคราะห์ยังเห็นว่า ตลาดต่างๆ อีกจำนวนหนึ่งในเอเชีย ยังมีพื้นที่ว่างสำหรับการควบรวมกิจการอยู่ โดยอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเอเชียนั้น เพิ่งอยู่ในช่วงต้นของการพัฒนา ดังนั้นจึงมีบริษัทขนาดเล็กจำนวนหนึ่ง ที่อาจถูกควบรวมกิจการเข้ากับยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคในอนาคตข้างหน้า





