วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับสัญญาณศก.จีนชะลอตัว

จับสัญญาณเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจจีนลดความร้อนแรงลงเริ่มจาก จีดีพีในปี 2553 ที่ขยายตัว 10.4% เริ่มลดลงเหลือ 9.3% ในปีต่อมา

ในช่วงที่เกิดวิกฤติการเงินโลกระหว่างปี 2550-2551 นั้น จีนเป็นหนึ่งในหลายๆประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติครั้งนั้น ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ที่เคยขยายตัวสูงกว่า 10% ก็ชะลอตัวลงเรื่อยๆ ล่าสุดในปี 2556 เศรษฐกิจจีนขยายตัวเพียง 7.7% เท่านั้น

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลจีน ออกแผนปฏิรูปเศรษฐกิจในการประชุมประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติจีน เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจให้ลดการพึ่งพาการส่งออก และหันมาพึ่งพาการบริโภคในประเทศมากขึ้น พร้อมมุ่งเน้นการจ้างงาน ก็ยิ่งส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัวมากขึ้น

สัญญาณสำคัญๆ ที่บ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจจีนลดความร้อนแรงลงเริ่มจาก จีดีพีในปี 2553 ที่ขยายตัว 10.4% เริ่มลดลงเหลือ 9.3% ในปีต่อมา และลดเหลือ 7.7% ในช่วง 2 ปีหลัง ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 13 ปี ส่วนหนึ่งเพราะผลพวงจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรป

ส่วนมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อ อย่างดัชนีราคาผู้บริโภค หรือซีพีโอ ของจีน ก็อยู่ในสถานะย่ำแย่ไม่แพ้กัน

ข้อมูลนับตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2556 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ระบุว่า ในเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ซีพีไอทรงตัวอยู่ที่ 2.7% เมื่อเทียบรายปี ก่อนที่จะขยายตัวลดลงเหลือ 2.6% ในเดือนสิงหาคม และเพิ่มขึ้นมาใหม่เป็น 3.1% และ 3.2% ในเดือนกันยายน และตุลาคม จากนั้นก็ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขยายตัวที่ระดับ 2% และเดือนนี้ ยังเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน ที่ธนาคารจีนเริ่มดูดซับสภาพคล่องเป็นครั้งแรก

ทิศทางของซีพีไอที่ลดลงมากกว่าเพิ่มนี้ ทำให้เกิดความกังวลว่า จีนจะเข้าสู่สภาวะเงินฝืด

อีกสัญญาณหนึ่ง ที่ชี้ว่าเศรษฐกิจจีนกำลังมีปัญหาคือ การผิดนัดชำระหนี้ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยบริษัทผลิตเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์รายใหญ่ของประเทศ "เซี่ยงไฮ้ โซลาร์ เอนเนอร์ยี ไซนส์ แอนด์ เทคโนโลยี" กลายเป็นบริษัทรายแรกของจีน ที่ผิดนัดไถ่ถอนหุ้นกู้

ต่อมาบริษัทอสังหาริมทรัพย์ท้องถิ่น "เจ้อเจียง ซิกรัน เรียล เอสเตท" ก็ประสบภาวะล้มละลาย ด้วยมูลค่าหนี้โดยรวมที่ 3,500 ล้านหยวน ในจำนวนนี้ เป็นการติดหนี้ธนาคารไชน่า คอนสตรัคชัน แบงก์ถึง 1,000 ล้านหยวน และยังติดหนี้ธนาคารพาณิชย์อื่นๆไม่ต่ำกว่า 15 ราย ทำให้กระแสความกังวลลุกลามไปถึงภาคธนาคารจีน

ขณะเดียวกัน ก็เกิดความวิตกว่า จีนจะก่อหนี้สะสม เนื่องจากตราสารหนี้จีนจำนวนมากจะครบกำหนดไถ่ถอนภายในปีนี้ โดยหนังสือพิมพ์อีโคโนมิค อินฟอร์เมชั่น เดลี่ ของรัฐบาลจีน รายงานว่า ผลิตภัณฑ์ทรัสต์มูลค่าราว 4-5 ล้านล้านหยวนของรัฐบาลจีน และหุ้นกู้มูลค่า 3 แสนล้านหยวนของบริษัทเอกชน จะครบกำหนดไถ่ถอนปีนี้ ช่วงที่ครบกำหนดไถ่ถอนสูงสุดจะอยู่ในไตรมาส 2 และ 3

แม้จะมีความหวังว่า รัฐบาลจีนอาจจะออกนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน หากเศรษฐกิจยังย่ำแย่เกินไปในอนาคต แต่นักวิเคราะห์บางส่วนก็มองว่า เศรษฐกิจจีนไม่ดี แปลว่าอาจจะมีประเทศอื่นๆ ได้รับแรงผลักดันที่ดีแทนจีน ก็ได้ เช่น การนำเข้า-ส่งออก เพราะฉะนั้นภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จึงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสียทีเดียว สำหรับใครก็ตาม ที่พลิกวิกฤตจากเรื่องนี้ให้เป็นโอกาสได้