วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แผนปฏิรูปกม.พลังงานทดแทนเยอรมนี

เยอรมนี กำลังปฏิรูปกฎหมายพลังงานทดแทน หวังยุติปัญหาต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น โดยเปลี่ยนแปลงจากพลังงานนิวเคลียร์และฟอสซิลไปสู่พลังสีเขียว

เยอรมนี กำลังปฏิรูปกฎหมายพลังงานทดแทน หวังยุติปัญหาต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเปลี่ยนแปลงจากพลังงานนิวเคลียร์และฟอสซิลไปสู่พลังงานสีเขียว คิดเป็นสัดส่วน 25% ของการผลิตไฟฟ้าในเยอรมนี ถือเป็นการบังคับให้นักลงทุนหน้าใหม่ๆในอุตสาหกรรมไฟฟ้าพลังงานทดแทนต้องแบกรับความเสี่ยงบางประการ

เยอรมนี เศรษฐกิจใหญ่สุดในยุโรป ต้องการเพิ่มการใช้ไฟฟ้าพลังงานสีเขียวอีกสองเท่าเป็น 45% ภายในปี 2568ซึ่งคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีแองเกลา แมร์เคิล เห็นชอบเกี่ยวกับแผนปฏิรูปกฎหมายพลังงานทดแทน ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิรูปของรัฐบาลผสมชุดใหม่ และนางแมร์เคิลต้องการให้มีผลบังคับใช้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ หวังเปลี่ยนแปลงการใช้ไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์และฟอสซิล ไปเป็นพลังงานอื่นที่ยั่งยืนมากขึ้น โดยไม่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรม และการจ้างงานในประเทศ

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปด้านต่างๆ จะชะลอการขยายตัวอย่างรวดเร็วของพลังงานสีเขียว และบีบให้นักลงทุนในไฟฟ้าประเภทนี้ต้องรับความเสี่ยงบางประการ แต่ก็ปกป้องครัวเรือน ไม่ต้องแบกรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นในอนาคต แต่ให้อุตสาหกรรมจ่ายแพงขึ้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่สนับสนุนการเคลื่อนไหวนี้ แต่ก็ใช่ว่าทั้งประเทศจะคิดว่ารัฐบาลให้การช่วยเหลือผู้บริโภคมากพอ

ราคาพลังงานที่ใช้ตามครัวเรือนในเยอรมนี ยังอยู่ในระดับสูงสุดของยุโรป และผู้บริโภค ตลอดจนบริษัทบางแห่ง จ่ายค่าพลังงานทางเลือกผ่านบิลล์เก็บค่าไฟฟ้า

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากมูลนิธิ เฟรนดส์ ออฟ ดิ เอิร์ธ เยอรมนี "นายธอร์เบน เบกเกอร์" กล่าวว่า ไม่มีคำตอบใหม่จากรัฐบาลเกี่ยวกับราคาไฟฟ้า เพราะใครก็ตามที่ต้องการลดต้นทุนค่าไฟฟ้าเพื่อผู้บริโภค ต้องไม่หยุดขยายการใช้พลังงานทดแทน แต่ต้องกำหนดราคาให้เป็นธรรมมากขึ้น และเลิกอุดหนุนภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความกังวลสำหรับยุโรป แต่เยอรมนีและคณะกรรมาธิการยุโรป หรืออีซี บรรลุข้อตกลงยกเว้นค่าธรรมเนียมส่วนเกินพลังงานทดแทน ซึ่งให้ประโยชน์กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่

มีความกังวลว่า การลดราคานี้จะทำให้อุตสาหกรรมของเยอรมนีได้เปรียบ ถือว่าไม่เป็นธรรมต่อบริษัทคู่แข่งในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่น ๆ ผู้ที่เสียหายมากที่สุด จากการปฏิรูปครั้งนี้คือ บริษัทสาธารณูปโภครายใหญ่ๆอย่าง "อาร์ดับเบิ้ลยูอี" และ "อีดอทโอเอ็น" ซึ่งเป็นเจ้าของปั๊มก๊าซและถ่านหินจำนวนมากในประเทศ

การผลิตที่มากกว่าความต้องการ กดราคาค้าส่งไฟฟ้าให้ถูกลง และบั่นทอนผลกำไร และยิ่งเยอรมนีคำนึงถึงสภาพแวดล้อมมากเท่าใด ทั้งสองบริษัทยิ่งเสียหายมากเท่านั้น