ตลาดหุ้นเอเชียร่วงแรงตามดาวโจนส์ เหตุตึงเครียดยูเครนกับรัสเซียแรงขึ้น หลังไครเมียเตรียมจัดทำประชามติขอแยกตัวไปอยู่กับรัสเซีย
ตลาดหุ้นเอเชียโดยเฉพาะญี่ปุ่นกับรัสเซียร่วงแรงตามดาวโจนส์ นักลงทุนวิตกตัวเลขเศรษฐกิจจีนทั้งการผลิตกับขาดดุลการค้าส่อเค้าแย่ ความตึงเครียดระหว่างยูเครนกับรัสเซียรุนแรงขึ้น หลังไครเมียเตรียมจัดทำประชามติขอแยกตัวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ด้านแบงก์ชาติรับยังมีช่องลดดอกเบี้ยเพื่อดูแลเศรษฐกิจได้อีก
ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นเอเชียวานนี้ (14มี.ค.) เผชิญแรงเทขายต่อเนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรป เนื่องจากนักลงทุนวิตกตัวเลขเศรษฐกิจแย่ หวั่นเกรงความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างยูเครนกับรัสเซียยิ่งรุนแรง กดดัชนีทุกตลาดปรับตัวลงอยู่ในแดนลบ
โดยดัชนีหุ้นรัสเซียลงถึง 5%เมื่อเริ่มเปิดการซื้อขายช่วงเช้า ส่วนดัชนีนิกเคอิของญี่ปุ่นลดลง 488.32 จุด หรือลง 3.3% มาปิดที่ 14,327.66 จุด ดัชนีหุ้นหั่งเส็งของฮ่องกงปรับลง 216.59 จุด หรือลง 1% ปิดที่ 21,539.49 จุด ดัชนีหุ้นไต้หวันลดลง 0.69% หรือลง 60.16 จุด ปิดที่ 8,657.63 จุด ดัชนีหุ้นออสเตรเลียลดลง 1.26% ดัชนีหุ้นจีนที่ตลาดเซี่ยงไฮ้ลง 0.71% และดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ปรับลง 0.51% ดัชนีหุ้นนิวซีแลนด์ปรับลง 0.64% หรือ 32.66%ปิดที่ 5,079.32 จุด
การปรับตัวลงในแดนลบของตลาดหุ้นในเอเชีย เกิดขึ้นหลังจากดัชนีดาวโจนส์ของสหรัฐลดลง 1.14% ดัชนีเอสแอนด์พี500 ลง 1.17% ดัชนีหุ้นแนสแด็กลง 1.46% เช่นเดียวกับดัชนีหุ้นอังกฤษ ฝรั่งเศสและเยอรมนี พากันปรับลดติดในแดนลบ
รายงานข่าวระบุว่า บรรดานักค้ารีบเร่งเข้าหาสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำกว่าอย่างค่าเงินเยน ท่ามกลางความกังวลเรื่องความแน่นอนอาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจีน และความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์การเมืองระหว่างยูเครนกับรัสเซีย โดยค่าเงินเยนซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์ควานนี้ กลับมาแข็งค่าขึ้นเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งช่วงเช้าวานนี้ในตลาดนิวยอร์คเยนอยู่ที่ 101.81 เยนต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับ 101.85 เยนวันก่อน ส่วนเงินเยนในตลาดเอเชียวานนี้แข็งขึ้นมาอยู่ 101.55 เยนต่อดอลลาร์ หลังจากวันก่อนเคลื่อนไหวที่ 102.73 เยนต่อดอลลาร์
"หุ้นในตลาดญี่ปุ่นโดนผลกระทบรอบแรกจากข่าวร้ายในเอเชียก่อน จากนั้นรับข่าวตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลง ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีปฏิกริยาตอบสนองจากทั้งสองเรื่อง กลายเป็นผลกระทบเกิดจากสองด้าน" ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์รายหนึ่งในกรุงโตเกียวให้ความเห็น
ทั้งนี้ตลาดหุ้นเอเชียอยู่ในช่วงขาลงสัปดาห์นี้ หลังจากจีนประกาศปลายตัวเลขการขาดดุลการค้าในเดือนก.พ.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และการส่งออกซบเซา และแรงเทขายเกิดขึ้นหลังจากทางการจีนเผยแพร่ตัวเลขการผลิตทางอุตสาหกรรมในเดือนม.ค.และเดือนก.พ. เพิ่มขึ้นในอัตราช้ามากที่สุดในรอบ5ปี ขณะที่การใช้จ่ายของผู้บริโภคอ่อนแอที่สุดในรอบ3ปี และผลจากจีนซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้ขยายตัว ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไม่ค่อยดีออกมา ส่งผลให้นักลงทุนโยกเงินจากหุ้นไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยกว่า
ขณะเดียวกันมีข่าวว่านักการทูตระดับสูงจากทั้งสหรัฐและรัสเซีย มีกำหนดพบปะประชุมร่วมกันที่กรุงลอนดอน เป็นการพบกันเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตขัดแย้งทางการเมืองในยูเครน ขณะที่รัสเซียเตือนว่าการทำประชามติเพื่อแยกแคว้นไครเมียออกจากยูเครน และให้ไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียนั้น ถือเป็นการลงมติที่ฝ่ายชาติตะวันตกเห็นว่าเป็นการผิดกฎหมาย
แบงก์ลดดอกเบี้ยสะท้อนนโยบายการเงินได้ผล
ด้านนางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การที่ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเริ่มทยอยปรับลดดอกเบี้ยทั้งเงินกู้และเงินฝากลงตามดอกเบี้ยนโยบาย หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ตัดสินใจปรับลดลงไป 0.25% เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการส่งผ่านนโยบายการเงิน
“ต้องบอกว่าการที่แบงก์พาณิชย์ โดยเฉพาะแบงก์ใหญ่ๆ ออกมาปรับลดดอกเบี้ยทั้งเงินกู้และเงินฝากลงตามดอกเบี้ยนโยบายในรอบนี้ สะท้อนว่ามีการส่งผ่านนโยบายที่ค่อนข้างเร็วกว่าครั้งก่อนๆ อย่างน้อยก็เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของนโยบาย”นางรุ่งกล่าว
อย่างไรก็ตาม ธปท. ไม่คาดหวังว่า การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ จะกระตุ้นให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนกลับมา เพราะในส่วนนี้ต้องขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย แต่อย่างน้อยดอกเบี้ยที่ลดลงน่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้กู้เงินลงได้บ้าง
ส่วนสาเหตุหลักที่ทำให้ กนง.เสียงส่วนใหญ่ตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าครั้งที่ผ่านมา โดยการประชุมในครั้งก่อนหน้านี้ (22 ม.ค.57) ช่วงนั้นประเทศตลาดเกิดใหม่กำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงในเรื่องของเงินทุนไหลออก ประกอบกับประเทศไทยในขณะนั้น ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ(เครดิตเรทติ้ง) ลงหรือไม่ ซึ่งแตกต่างกับสถานการณ์ในช่วงนี้
“ครั้งที่แล้วมีเรื่องการเทขายสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ และตอนนั้นเครดิตเรทติ้งของไทยยังไม่ได้รับการยืนยันอันดับด้วย แต่สถานการณ์ในวันนี้แตกต่างกัน อันแรกคือ เราในสายตาของต่างชาติเริ่มโอเคขึ้น ซึ่งเราสามารถประคับประคองตัวเองให้ผ่านพ้นสถานการณ์ดังกล่าวมาได้ ประกอบกับในเรื่องเครดิตเรทติ้งเราก็ไม่ได้รับผลกระทบ ทำให้ระยะสั้นคนยังมั่นใจในพื้นฐานเศรษฐกิจไทยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่เกิดเหตุการเงินทุนไหลออกทำให้ค่าเงินอ่อนลงอย่างฮวบฮาบ” นางรุ่งกล่าว
ธปท.ชี้บาทยังมีเสถียรภาพ
นอกจากนี้ ถ้าติดตามดูสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายหลังจากที่ กนง. ตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลง พบว่าอัตราแลกเปลี่ยนของไทยยังมีเสถียรภาพที่ดี ส่วนหนึ่งเพราะตลาดเงินกว่าครึ่งได้คาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่า กนง. อาจตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลงมา
ส่วนสถานการณ์เงินเฟ้อ แม้ช่วงที่ผ่านมาเงินเฟ้อพื้นฐานจะปรับขึ้นมาบ้าง แต่เป็นการเพิ่มขึ้นจากราคาอาหารสดที่เกิดจากการส่งผ่านในเรื่องของราคาแก๊สหุงต้ม(แอลพีจี) ที่เพิ่มขึ้น ทำให้เงินเฟ้อพื้นฐานปรับขึ้นมาบ้าง และมีแนวโน้มว่าจะยังทยอยเพิ่มขึ้นได้อีก
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าแรงส่งด้านเงินเฟ้อคงไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก สาเหตุหลักเพราะแม้ราคาอาหารสดจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอื่นๆ เนื่องจากความต้องการของประชาชนไม่ได้มีเพิ่มขึ้น ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อที่เกิดจากความต้องการ(demand pull) มีไม่มากนัก ประกอบกับราคาพลังงานในต่างประเทศเองก็ไม่ได้เพิ่มสูงมาก และที่สำคัญถ้าดูการคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคต มีแนวโน้มลดต่ำลงด้วย
เธอกล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจไทยในเวลานี้ ยังมีความจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนปรนอยู่ เพียงแต่ในอนาคตจะมีการผ่อนปรนเพิ่มเติมหรือไม่ คงต้องขึ้นกับสถานการณ์ในขณะนั้นด้วย อย่างไรก็ตามยืนยันว่า นโยบายการเงินของ ธปท. ยังมีพื้นที่เหลือสำหรับการดำเนินนโยบาย เพราะปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2% ในขณะที่ดอกเบี้ยซึ่งเคยต่ำสุดอยู่ที่ 1.25%
นางรุ่ง ยังกล่าวถึง กรณี พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญว่า อาจทำให้การเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์ปรับลดลงบ้าง แต่คงไม่มากนัก โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ตามต่างจังหวัดที่ได้ประโยชน์จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)
“แม้ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท จะล้มไป แต่คงไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก อาจมีบ้างที่ทำให้แรงเก็งกำไรในราคาที่ดินลดลง แต่ก็คงไม่ได้รุนแรง เพราะในแง่ความเจริญที่ขยายออกไปต่างจังหวัด ตรงนี้คนก็รู้อยู่แล้วว่า เมื่อเปิดเออีซี ความเจริญน่าจะขยายไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่คนต่างจังหวัดยังคงให้ความสำคัญอยู่ และยังไงก็ตามโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ ในอนาคตก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดี”นางรุ่งกล่าว





