เอสแอนด์พีระบุหนี้ภาคเอกชนของจีนพุ่งแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์จะเป็นปัจจัยเร่งการปรับโครงสร้างภายในประเทศ
สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ระหว่างประเทศ ระบุว่า หนี้ภาคเอกชนของจีนพุ่งแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ และมีแนวโน้มที่จะเป็นปัจจัยเร่งการปรับโครงสร้างภายในประเทศ และทำให้มีการผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น ขณะที่ปัญหาการชำระคืนสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น
เอสแอนด์พี คาดการณ์ว่า บริษัทนอกภาคสถาบันการเงินของจีนมีหนี้ทั้งหมด จากการกู้ยืมธนาคารและการออกพันธบัตรประมาณ 12 ล้านล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัดส่วนมากกว่า 120% ของจีดีพี
บริษัทของจีนมีหนี้เพิ่มขึ้นแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยการวิเคราะห์ ของธอมสัน รอยเตอร์ต่อบริษัทจดทะเบียนที่ไม่ใช่สถาบันการเงินทั้งขนาดกลาง และขนาดใหญ่ 945 แห่ง บ่งชี้ว่า หนี้ทั้งหมดพุ่งขึ้นมากกว่า 260% จาก 1.82 ล้านล้านหยวน (2.984 แสนล้านดอลลาร์) สู่ 4.74 ล้านล้านหยวน (7.773 แสนล้านดอลลาร์) ระหว่างเดือนธ.ค.2008-ก.ย.2013 แม้ไม่คาดว่าจะเกิดวิกฤติสินเชื่อในเร็วๆนี้ แต่นักวิเคราะห์ก็ได้กล่าวว่า บริษัทต่างๆของจีนในธุรกิจที่มีหนี้สินมากที่สุด อาทิ เครื่องจักร, เดินเรือ, ก่อสร้างและเหล็กกล้้า กำลังทำการขายสินทรัพย์และทำการควบรวมกิจการเพื่อหลีกเล่ี่ยงการผิดนัดชำระหนี้จากการกู้ยืม
นายคริสโตเฟอร์ ลี กรรมการผู้จัดการฝ่ายธุรกิจจีนของ S&P ใน ฮ่องกงคาดว่า จะมีการผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น "ต้นทุนการกู้ยืมได้ปรับตัว ขึ้นแล้วอันเนื่องมาจากสภาพคล่องที่ตึงตัว" เขากล่าว
ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนแทบไม่เคยปล่อยให้บริษัทเอกชนต้องล้มละลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทของรัฐ ซึ่งส่วนหนึ่งเนื่องจากวิตกว่าจะเกิดการ ปลดพนักงานในวงกว้าง และอาจนำไปสู่ความไม่สงบทางสังคม ในกรณีที่บริษัทแห่งหนึ่งแห่งใดล้มละลาย ผู้ถือหุ้นกู้ในประเทศมีแนวโน้มที่จะได้รับการชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นๆ





