บีโอไอหนุนลงทุนพม่า ด้านนักวิชาการแนะลงทุนเมืองรอง หลังย่างกุ้งต้นทุนพุ่ง ยากทำกำไร
"บีโอไอ" เผยธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ได้รับพิจารณาเป็นพิเศษจากพม่า หนุน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเข้าลงทุนอาเซียน ด้านนักวิชาการแนะเน้นเมืองศักยภาพเติบโตสูง หลังย่างกุ้งต้นทุนธุรกิจพุ่งจนยากทำกำไร ชี้โอกาสอุตสาหกรรมรถยนต์ ท่องเที่ยว - โรงแรมเปิดกว้าง
นางศิริพร นุรักษ์ ผู้อำนวยการระดับสูง กองส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน โดยไทยเป็นประเทศที่ไปลงทุนยังต่างประเทศมากเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมเพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่มีมูล่าการลงทุนรวม 8,217 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 11,911 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2555
@ บีโอไอส่งเสริม 10อุตฯ รุกอาเซียน
ทั้งนี้บีโอไอมีแผนที่จะส่งเสริมการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมไทยในอาเซียน โดยมีอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขัน ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากร เช่น เหมืองแร่ พลังงาน และปิโตรเคมี 2.ธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น 3.ธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยเคยได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) จากประเทศพัฒนาแล้ว 4.อุตสาหกรรมเกษตรและเกษตรแปรรูป
5.อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน 6.อุตสาหกรรมอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 7.อุตสาหกรรมบริการ ท่องเที่ยวและกิจการที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงแรมสปา โรงพยาบาล 8.อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคและบริโภค 9.วัสดุก่อสร้างและงานรับเหมา และ 10.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
@ หนุนไทยรุกเข้าพม่าตลาดเปิดใหม่
ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่บีโอไอส่งเสริมให้ภาคเอกชนของไทยไปลงทุนในประเทศอาเซียน พบว่าในปัจจุบัน ภาคเอกชนมีความสนใจไปลงทุนในประเทศพม่า ที่เพิ่งเปิดประเทศได้ไม่นาน ทำให้มีโอกาสสำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรมจำนวนมาก ทั้งนี้ปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในพม่ามีหลายข้อได้แก่ การมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ การมีค่าจ้างแรงงานต่ำและเป็นแรงงานที่มีทักษะโดยเฉพาะทักษะในเรื่องภาษาอังกฤษ ขณะที่กำลังซื้อของประชากรในประเทศพม่ามีมากขึ้นเรื่อยๆตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมทั้งภาครัฐมีความชัดเจนในเรื่องของนโยบายการส่งเสริมการลงทุนที่ให้แก่นักลงทุนต่างชาติมากขึ้น
@ โอกาสกลุ่มอุตสาหกรรมใช้แรงงาน
สำหรับการลงทุนที่รัฐบาลพม่าส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน ปัจจุบันหากเป็นภาคอุตสาหกรรมรัฐบาลพม่า จะให้ความสำคัญกับการจ้างงานจำนวนมาก ดังนั้นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น สิ่งทอ โรงงานแปรรูปอาหาร จะมีข้อได้เปรียบสูงเนื่องจากในปี 2558 จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในพม่าทำให้รัฐบาลต้องการให้มีการจ้างแรงงานและให้คนมีงานทำเพิ่มขึ้น ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งเพื่อสามารถใช้เป็นนโยบายหาเสียงได้
นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในอีกหลายลักษณะที่รัฐบาลพม่าสนับสนุน เช่น การลงทุนที่ส่งเสริมและขยายการส่งออก การลงทุนที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติและเงินลงทุนจำนวนมาก การลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อสร้างและพัฒนาเทคโนโลยีซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมของพม่าในอนาคต
@ แนะเอสเอ็มอีเร่งไปเมืองรองพม่า
นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณะบดีคณะเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า พม่าเป็นประเทศที่ถือว่ามีความน่าสนใจลงทุนมากที่สุด โดยจะมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งหากรอให้ถึงเวลานั้นนักธุรกิจไทยโดยเฉพาะเอสเอ็มอีอาจจะตกขบวนได้ เนื่องจากขณะนี้ต้นทุนในการทำธุรกิจในพม่าเริ่มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในเมืองย่างกุ้งที่ค่าที่ดิน ค่าจ้างแรงงาน และค่าเช่าสำนักงานปรับตัวเพิ่มขึ้น 200 - 300% ในระยะเวลา 2 - 3 ปีที่ผ่านมา
ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทยยังสามารถเข้าไปลงทุนในเมืองอื่นๆของพม่า ที่จะมีการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้ เช่น เมืองมัณฑเลย์ เมืองเมียวดี เมืองพะอัน (ผาอัน) เมืองเมาะละแหม่ง ซึ่งเมืองเหล่านี้มีต้นทุนในการประกอบธุรกิจต่ำกว่าย่างกุ้ง 40 - 50% และมีโอกาสที่อุตสาหกรรมหลายประเภทจะเติบโต เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ รวมทั้งธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว เป็นต้น
นอกจากนี้นักลงทุนไทยสามารถลงทุนในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมทั้ง 37 แห่งของพม่า และหากในอนาคตสามารถเข้าไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษของพม่าที่ปัจจุบันมีการประกาศแล้ว 5 แห่ง ได้แก่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เขตเศรษฐกิจพิเศษติลาวา เขตเศรษฐกิจพิเศษปะเตน (Pa-thein) เขตเศรษฐกิจพิเศษอิรวดี (Irrawaddy) และเขตเศรษฐกิจพิเศษเจียวเพียว
@ แนะปรับวิธีหาพาทเนอร์ธุรกิจ
นักลงทุนไทยต้องลงทุนร่วมกันนักธุรกิจท้องถิ่น ปรับเปลี่ยนวิธีการหาพาทเนอร์ทางธุรกิจ ซึ่งวิธีการจับคู่ทางธุรกิจแบบเดิมไม่สามารถทำได้ เนื่องจากนักธุรกิจพม่าไม่ให้ความสนใจนักธุรกิจไทยมากนัก เนื่องจากเขามีตัวเลือกที่จะทำธุรกิจกับนักลงทุนหลายๆประเทศที่หลั่งไหลเข้ามาลงทุนในพม่า และมีความต้องการพันธมิตรทางธุรกิจที่เป็นคนท้องถิ่นเช่นกัน นอกจากนั้นการช่วยเหลือกันระหว่างอุตสาหกรรมรายใหญ่และรายเล็กของไทยยังไม่มีมากนัก ซึ่งแตกต่างจากมาเลเซีย หรือญี่ปุ่นที่มีการช่วยเหลือกันระหว่างรายใหญ่และรายเล็ก
ในการเจรจาจะต้องมีทีมเจรจาล่วงหน้าและหาข้อมูลให้รอบด้านก่อนและผู้บริหารที่มีแผนจะลงทุนต้องตัดสินใจให้รวดเร็วขึ้น
"ขณะนี้ถามว่านักธุรกิจพม่าที่อยากทำธุรกิจกับนักธุรกิจไทยก็ยังมีอยู่ แต่ถ้าเทียบกับญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน มาเลเซีย พม่าอาจมีความรู้สึกว่าอยากทำธุรกิจกับคนในชาติต่างๆที่ว่านี้มากกว่าไทย จัดอันดับแล้วอาจจะอยู่ประมาณอันดับ 5 เท่านั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะเราตัดสินใจได้ช้า เนื่องมาจากความไม่พร้อมของเอสเอ็มอีเราหลายๆเรื่องเช่นในเรื่องของข้อมูลในการตัดสินใจ และในเรื่องของเงินทุน" นายอัทธ์กล่าว





