วิกฤติข้าวไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รัฐบาลต้องเร่งหาทางออก เพื่อให้ทันแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนจะร่วงไม่เป็นท่า
ผมเพิ่งจะเขียนหนังสือ "ข้าวไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" เสร็จ จึงขอนำบทสรุปของหนังสือเล่มนี้มานำเสนอ ขอพูดอย่างนี้ครับข้าวไทยในตลาดอาเซียนจะแข่งขันยากและลำบากมากยิ่งขึ้น เหตุผลที่สำคัญก็คือ มีจำนวนประเทศที่ผลิตข้าวจะส่งออกข้าวมาขายในตลาดอาเซียนเพิ่มมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันประเทศผู้ซื้อข้าวที่สำคัญจะซื้อข้าวไทยลดลง สำหรับผู้ผลิตข้าวนั้น เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าเวียดนามเป็นคู่แข่งที่สำคัญของข้าวไทยด้วยราคาข้าวที่ถูกกว่าข้าวไทย ส่งผลทำให้สามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดที่แย่งมาจากตลาดข้าวไทยอาเซียนได้อย่างรวดเร็ว
เห็นได้จาก 3 ตลาดนำเข้าข้าวที่สำคัญของอาเซียนได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย มีการนำเข้าข้าวจากประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง หากพิจารณาตลาดข้าวของฟิลิปปินส์ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา พบว่าการการนำเข้าข้าวของฟิลิปปินส์ นั้นเวียดนามได้ส่งออกข้าวมากกว่าข้าวของไทยอย่างต่อเนื่องจากเดิมที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดในข้าวในตลาดฟิลิปปินส์ร้อยละ 20.3 เหลือเพียงร้อยละ 1.5 เท่านั้น ในปี 2555 ในขณะที่ส่วนแบ่งตลาดข้าวของเวียดนามในช่วงเวลาเดียวกันเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 56.3 เป็นร้อยละ 81.5 แสดงให้เห็นว่าตลาดฟิลิปปินส์ เวียดนามได้ครองอันดับหนึ่งมาตลอด แต่ในตลาดอินโดนีเซียมีสถานการณ์ของการนำเข้าข้าวจากประเทศเวียดนามและไทยนั้นแตกต่างจากตลาดฟิลิปปินส์ เพราะช่วงปี 2544 ถึง 2548 ข้าวไทยครองตลาดมาโดยตลอด แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมาข้าวเวียดนามได้ยึดครองตลาดอินโดนีเซียแทนที่ไทย
ส่วนประเทศนำเข้าอย่างมาเลเซีย ไทยส่งออกข้าวน้อยกว่าเวียดนามมาตั้งแต่ปี 2552 โดยที่ก่อนหน้านี้ตลาดข้าวของมาเลเซียถูกครองตลาดโดยข้าวจากไทย นอกจากผลผลิตข้าวของเวียดนามที่เข้ามาแย่งชิงตลาดข้าวของไทยแล้ว ข้าวของประเทศเมียนมาร์จะเข้ามามีบทบาทในตลาดอาเซียนเพิ่มมากขึ้นในอนาคต เพราะเมียนมาร์มีแผนการส่งออกข้าวมาขายในตลาดอาเซียนมากขึ้น โดยมีเป้าหมายส่งออกข้าวในอนาคตไปยังตลาดโลกรวม 3 ล้านตัน
นอกจากนี้ประเทศเวียดนาม กัมพูชาและเมียนมาร์ ยังมีการพัฒนาคุณภาพข้าวอย่างต่อเนื่อง นโยบายการพัฒนาข้าวของเวียดนามในระยะ 10 ปี (2011-2020) นั้นได้เน้นการผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ในขณะที่คุณภาพข้าวของเมียนมาร์ถือได้ว่ามีคุณภาพในระดับโลก โดยในปี 2011 ข้าว "PAW SAN HMUE" ของเมียนมาร์ได้รับรางวัล "BEST RICE IN THE WORLD 2011" ส่วนข้าว "PHKA MALIS" ของประเทศกัมพูชา เพิ่งได้รับรางวัลข้าวที่ดีที่สุดของโลกสองปีซ้อน (ปี 2555 และปี 2556) การที่มีประเทศผู้ผลิตข้าวเดิมและใหม่ของอาเซียนเข้ามาขายแข่งข้าวไทยรวมไปถึงการพัฒนาคุณภาพข้าวของประเทศเพื่อนบ้าน จะเป็นอุปสรรคที่สำคัญของการส่งออกข้าวไทยในตลาดอาเซียนที่ประเทศไทย ต้องเร่งหันมามองตนเองและรีบพัฒนาศักยภาพการแข่งขันข้าวอย่างจริงจัง
หากพิจารณาความตื่นตัวการพัฒนาข้าวของประเทศผู้ซื้อบ้าง เริ่มตั้งแต่ประเทศมาเลเซียที่มีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิ MRQ74 และ 76 โดยมีเป้าหมายในการปลูกข้าวหอมมะลิให้ได้ 400,000 ตันในพื้นที่ 1.75 ล้านไร่ ในขณะที่องค์การอาหารแห่งฟิลิปปินส์ หรือ "THE NATIONAL FOOD AUTHORITY : NFA" ได้มีเป้าหมายที่จะลดการนำเข้าข้าวให้ได้ร้อยละ 97 อีกทั้งรัฐบาลก็ยังสนับสนุนเงินทุนส่งเสริม ในการเพิ่มผลผลิตข้าวของแต่ละจังหวัดภายใต้โครงการ "ONE RICE ONE PROVINCE"
ส่วนประเทศอินโดนีเซียได้มีโครงการรณรงค์ให้ประชาชนลดการบริโภคข้าวภายใต้โครงการ "ONE DAY NO RICE" ทั้งนี้เพื่อลดการพึ่งพิงการนำเข้าข้าว การที่สามประเทศนำเข้าข้าวของอาเซียนหันมาใช้แนวทางในการลดการนำเข้าโดยการพัฒนาการปลูกข้าวของตนเองและลดการพึ่งพิงการนำเข้านั้น ย่อมเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่สำคัญของข้าวไทยในการส่งออกไปขายสามประเทศนี้ ซึ่งการทำตลาดจากนี้ไปจะไม่ง่ายอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นๆ ประเทศนำเข้าเหล่านี้ ก็ยังมีความจำเป็นต้องนำเข้าข้าวจากประเทศผู้ผลิตข้าวของอาเซียน แต่การที่เค้าจะนำเข้าข้าวจากประเทศใดนั้น ราคาส่งออกข้าวที่ถูกกว่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญในการตัดสินใจนำเข้าข้าว นอกจากประเด็นการเพิ่มจำนวนของผู้ผลิตข้าวรายใหม่และการปรับตัวของตลาดภายในของประเทศผู้นำเข้าที่ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับแล้ว การดำเนินนโยบายการแทรกแซงตลาดข้าวภายในประเทศของไทย ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ข้าวไทยต้องเร่งแก้ไข ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปี 2557 สินค้าข้าวเป็นสินค้าที่รัฐบาลใช้เงินในการแทรกแซงตลาดมากที่สุดเมื่อเทียบกับสินค้าเกษตรอื่นๆ
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยใช้เงินในการแทรกแซงตลาดข้าวไปแล้ว 1.5 ล้านล้านบาท รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นรัฐบาลที่ใช้เงินในการแทรกแซงตลาดข้าวภายในโครงการรับจำนำข้าวมากที่สุด เฉพาะปี 2554/55 และ ปี 2555/56 มีการเงินไปแล้ว 6.8 แสนล้าน
คำถามที่สำคัญอยู่ที่ว่าจำนวนเงินที่ใช้ในโครงการแทรกแซงตลาดข้าวไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้นได้ตอบโจทย์ แก้ไขจุดอ่อน หรือเพิ่มศักยภาพของข้าวไทยในการแข่งขันในตลาดอาเซียนแล้วหรือยัง คำตอบคือ "ยัง" เห็นได้จากผลผลิตต่อไร่ข้าวนาปีของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 456 กก.ต่อไร่ (ปี 2553/54) เมื่อเทียบกับประเทศเวียดนามที่มีผลผลิตต่อไร่เท่ากับ 1.1 ตันต่อไร่ นอกจากนี้การมีนโยบายการรับจำนำข้าวแบบทุกเมล็ดของรัฐบาลไม่ได้ส่งเสริมและจูงใจให้ชาวนาให้ความสำคัญกับคุณภาพข้าว เมื่อรัฐบาลรับซื้อข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดโลก จะส่งผลทำให้การระบายข้าวสู่ตลาดโลกได้น้อยทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บสต็อกข้าวในจำนวนมาก
ประเทศไทยต้องเร่งรีบหาทางออกเพื่อให้ข้าวไทยสามารถแข่งขันได้จริงในตลาดอาเซียน หากประเทศไทยยังไม่สามารถหาทางออกได้ ข้าวไทยในตลาดอาเซียนจะมีสถานะเป็น "ดาวร่วง" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้





