วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คนงานญี่ปุ่นเรียกร้องขึ้นค่าแรง

สหภาพแรงงานญี่ปุ่นเริ่มเรียกร้องขึ้นค่าจ้างจากบริษัทนายจ้างแล้ว ระหว่างการเจรจาเรื่องค่าแรงประจำปีที่กำลังดำเนินอยู่

นับเป็นการเผชิญหน้าระหว่างสหภาพแรงงานและนายจ้างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นเท่าใดนักในสังคมญี่ปุ่น

สมาชิกสหภาพแรงงานกำลังเกิดคำถามว่า ควรยึดตามธรรมเนียมปฏิบัติที่มานานหลายทศวรรษด้วยการนิ่งเงียบต่อไปหรือไม่ ซึ่งทำให้พวกเขาได้รับการปรับขึ้นค่าแรงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังจับตามองไปที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก "โตโยต้า" ซึ่งทำกำไรมหาศาลในช่วงที่ค่าเงินเยนอ่อนตัวลงอย่างมากว่า จะขึ้นค่าจ้างให้คนงานมากน้อยเท่าใด

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ที่ขึ้นมาบริหารประเทศตั้งแต่เมื่อปลายปี 2555 ได้ขอให้เอกชนแบ่งปันกำไรบางส่วนให้กับบรรดาลูกจ้าง เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้

หลายทศวรรษที่ผ่านมา พนักงานชาวญี่ปุ่นผละงานประท้วงน้อยมาก แม้ประเทศต้องอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำถึง 20 ปีก็ตาม โดยเมื่อพิจารณาถึงค่าตอบแทนของกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของบริษัทญี่ปุ่นพบว่า ได้รับค่าจ้างในระดับที่น้อยมากเมื่อเทียบกับผู้บริหารของธุรกิจคู่แข่งในชาติจากอเมริกาเหนือและยุโรป รวมทั้งหากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ หรือผลประกอบการตกต่ำ ก็อาจถูกลดผลตอบแทนด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ธรรมเนียมของภาคเอกชนญี่ปุ่น มักจะเลือกหนทางการเลิกจ้างพนักงานเป็นทางเลือกสุดท้าย ยกตัวอย่างเช่นยักษ์ใหญ่กิจการอิเล็กทรอนิกส์ "โซนี่" ที่เพิ่งประกาศลดพนักงานลง 5,000 คน เผยว่าอาจจะมีการโยกย้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนพนักงานภายในกลุ่มบริษัท

ด้านศาสตราจารย์สาขารัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโซเฟียแห่งกรุงโตเกียว "นายโกอิจิ นากาโนะ" กล่าวว่า วัฒนธรรมของภาคเอกชนแดนอาทิตย์อุทัยคือ การประสานความร่วมมือมากกว่าที่จะเลือกการเผชิญหน้ากัน

จากสถานการณ์ล่าสุด วัฒนธรรมดังกล่าวอาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง เพราะสหพันธ์สหภาพแรงงานด้านการค้าแห่งญี่ปุ่น หรือเจทียูซี ซึ่งมีสมาชิกอยู่ราว 6 ล้านคน ออกมาเรียกร้องการปรับเพิ่มค่าแรงเป็นครั้งแรก นับจากเกิดวิกฤติการเงินครั้งใหญ่เมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการที่สำนักข่าวเกียวโด เพิ่งเผยผลสำรวจว่ามีธุรกิจเอกชนญี่ปุ่นเพียง 17% เท่านั้น ที่มีแผนการขึ้นค่าจ้างให้กับพนักงานในปีนี้