วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจโลกกับความเสี่ยงเงินฝืด

"ไอเอ็มเอฟ"คาดมีปัจจัยเสี่ยงเงินฝืด ชี้หากเกิดเงินฝืดขึ้นจริงจะถือเป็นหายนะสำหรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

แนวโน้มของเศรษฐกิจโลกในช่วงต้นปี ค่อนข้างสดใส ล่าสุดนางคริสติน ลาการ์ด กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกมาแสดงความเห็นทำนองเดียวกัน ด้วยการระบุว่า ขณะนี้การเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกอยู่ในช่วงฟื้นตัว

นางลาการ์ด กล่าวว่า ทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้นเมื่อช่วงครึ่งหลังของปี 2556 และน่าจะแข็งแกร่งต่อเนื่องในปีนี้ โดยส่วนใหญ่เนื่องมาจากการฟื้นตัวในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า

นางลาการ์ด ปฏิเสธที่จะระบุตัวเลขอัตราการเติบโตก่อนที่มีจะการคาดการณ์อย่างเป็นทางการจากไอเอ็มเอฟสัปดาห์หน้า แต่เธอชี้ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกหลังเกิดวิกฤติการเงินเมื่อปี 2551 ยังคงต่ำกว่าศักยภาพที่สามารถโตได้ซึ่งอยู่ที่ราว 4% ต่อปี ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อลดลงทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางหลายประเทศ ไอเอ็มเอฟจึงคาดว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงเงินฝืด ซึ่งหากเกิดเงินฝืดขึ้นจริงก็จะถือเป็นหายนะสำหรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่การเติบโตทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับต่ำ เปราะบาง และไม่ทั่วถึงกัน

นอกจากนั้น อุปสรรคที่รออยู่ ยังรวมถึงกรณีที่เฟดจะเริ่มลดการเข้าซื้อพันธบัตร พร้อมเตือนว่าสหรัฐไม่ควรยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก่อนถึงเวลาอันเหมาะสม และเรียกร้องให้สหรัฐจัดการงบประมาณอย่างเป็นระบบ หลังจากเกือบตกหน้าผาการคลังเมื่อปีที่แล้ว

ด้านยูโรโซนนั้น นางลาการ์ดมองว่าการเติบโตยังไม่สมดุล สำหรับอัตราว่างงานก็อยู่ในระดับสูงอย่างน่าวิตก นโยบายการเงินช่วยพยุงเศรษฐกิจยูโรโซนได้มากแต่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถเคลื่อนไหวได้มากกว่านี้ อีกทั้งการตรวจสอบฐานะการเงินของภาคธนาคาร ก็อาจมีส่วนช่วยได้ หากกระทำการอย่างเหมาะสมและน่าเชื่อถือ

คำพูดของลาการ์ดสะท้อนการคาดหมายในแง่ดีสำหรับเศรษฐกิจที่ธนาคารโลกเปิดเผยก่อนหน้านี้และคาดการณ์ทำนองเดียวกัน ว่าประเทศกำลังพัฒนาจะขยายตัวมากขึ้น ส่วนประเทศที่มีรายได้สูงก็ดูเหมือนสามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้ในที่สุด แต่การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มลดการเข้าพันธบัตรจากปัจจุบันที่เดือนละจำนวนมหาศาลนั้น อาจส่งผลกระทบได้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในโลกที่อาจสูงขึ้นและกระแสเงินทุนที่อาจผันผวน

ทั้งนี้ ธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะเติบโต 3.2% เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่โต 2.4% จากนั้นจะเพิ่มเป็น 3.5% ในปี 2559 เมื่อลงรายละเอียดพบว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของประเทศพัฒนาแล้ว คาดว่าจะขยายตัวมากขึ้นจากระดับเฉลี่ย 1.3% เมื่อปีที่แล้ว เป็น 2.4% ในปี 2559 ซึ่งการเติบโตในระดับนี้น่าจะสนับสนุนการขยายตัวของประเทศกำลังพัฒนาในอนาคตอันใกล้

สำหรับประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ ธนาคารโลกคาดว่าการเติบโตตจะพุ่งจาก 4.8% ปี 2556 เป็น 5.7% ปี 2559 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟูปี 2546-2550 แต่ไม่ใช่ประเด็นที่น่าวิตก

ส่วนยูโรโซนนั้น ธนาคารโลกคาดว่าจะขยายตัว 1.1% ปีนี้ 1.4% ปี 2558 และ 1.5% ปี 2559 ถือเป็นการปิดฉากยุคแห่งการหดตัวที่ดำเนินมา 2 ปี สำหรับจีดีพีของสหรัฐซึ่งขยายตัวมา 10 ไตรมาสนั้น คาดว่าจะเติบโต 2.8% ปีนี้ และ 3% ภายในปี 2559

ขณะที่นางลาการ์ดใช้วัฎจักรของการขยายตัวรอบ 7 ปีมาเป็นหลักในการคาดหมาย และแสดงความหวังว่าปีนี้จะเป็นปีที่เศรษฐกิจดีขึ้นหลังจากเศรษฐกิจโลกเริ่มตกต่ำครั้งใหญ่เมื่อปี 2550