แบงก์ชาติอินโดนีเซียประเมินในปีหน้าสินทรัพย์ธนาคารอิสลามชะลอการเติบโต เนื่องจากแรงกดดันจากการขาดดุลการค้าและเงินรูเปี๊ยะห์อ่อนค่า
ในปัจจุบัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศที่เศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ กำลังเตรียมเปิดตัวมาตรการชุดใหม่เพื่อพัฒนาธนาคารอิสลาม รวมถึง การควบคุมตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เปิดตัวสัญญาซื้อคืนอิสลาม ให้ความรู้ และส่งเสริมการเงินอิสลาม
ธนาคารกลางอินโดนีเซีย ประเมินด้วยว่า ในปีหน้า สินทรัพย์ของธนาคารอิสลามจะเติบโตระหว่าง 19-29% น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปีนี้ที่ 31.8% และลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากการเติบโตในปี 2555 ที่ 34.1%
ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก แต่ตลาดการเงินอิสลามยังคงล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย โดยธนาคารอิสลามอินโดนีเซียมีสินทรัพย์ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 4.8% ของสินทรัพย์ในอุตสาหกรรมธนาคารโดยรวม เทียบกับมาเลเซียที่มีถึงกว่า 20%
การเงินอิสลามต้องเป็นไปตามหลักการทางศาสนา อาทิ ห้ามคิดดอกเบี้ยและเก็งกำไร แต่แม้ว่าอินโดนีเซียจะมีตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ แต่อุตสาหกรรมนี้ยังล้าลังเนื่องจากข้อจำกัดด้านเงินทุน ไม่มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ และขาดแคลนทุนมนุษย์
ข้อมูลจากธนาคารกลางระบุว่า ธนาคารอิสลามในอินโดนีเซียมี 11 แห่ง โดยนับถึงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีสินทรัพย์รวมมูลค่า 229.5 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ เทียบกับธนาคารแบบดั้งเดิมที่มีอยู่ทั้งหมด 120 แห่ง มีสินทรัพย์รวม 4,716.8 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์
ธนาคารกลางอินโดนีเซียกล่าวว่า การควบคุมนโยบายอัตราการเงินต่อเงินฝากเข้มงวดขึ้น และการพัฒนาการเป็นผู้ให้กู้แหล่งสุดท้ายตามหลักชารีอะห์ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสนับสนุนให้ระบบการเงินมีเสถียรภาพ
ทางด้านผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย "นายมุลยา อี. ซีร์การ์" เปิดเผยว่า การทำให้ธนาคารอิสล่าม กลายเป็นผู้ปล่อยกู้แหล่งสุดท้าย จะช่วยให้ธนาคารอิสลามสามารถดำเนินงานต่อไปได้แม้จะมีสถานะทางการเงินที่ยากลำบาก ขณะที่การเปิดตัวสัญญาซื้อคืนอิสลาม จะทำให้ธนาคารมีเครื่องมืออื่นในการจัดการกับความต้องการสภาพคล่องระยะสั้น ซึ่งเป็นความท้าทายต่อธนาคารอิสลามมาช้านาน





