ญี่ปุ่นเปิดฉากประชุมสุดยอดกับผู้นำอาเซียน ให้คำมั่นช่วยเหลือ-ปล่อยกู้รวม 2 หมื่นล้านดอลลาร์
ญี่ปุ่นเปิดฉากประชุมสุดยอดกับผู้นำอาเซียน ให้คำมั่นช่วยเหลือ-ปล่อยกู้รวม 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ออกแถลงการณ์ร่วมเห็นพ้องส่งเสริมเสรีภาพการใช้น่านฟ้าอย่างเสรี ขณะที่นักวิเคราะห์เตือนอาเซียนอย่าเลือกข้างหนุนมหาอำนาจ ชี้เป็นปัญหาที่จีนกับญี่ปุ่นต้องแก้ไขกันเอง
นายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ผู้นำญี่ปุ่น ให้คำมั่นระหว่างการประชุมร่วมกับกลุ่มผู้นำชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เมื่อวานนี้ (14 ธ.ค.) ถึงการให้ความช่วยเหลือและเงินกู้ทั้งหมดที่ให้กับอาเซียนในรูปเงินสดว่า คิดเป็นมูลค่าราว 20,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี การเคลื่อนไหวนี้นักวิเคราะห์มองว่า เป็นความพยายามของญี่ปุ่นที่จะกระชับสัมพันธ์กับอาเซียนในช่วงเวลาที่จีนเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้มากขึ้น
การประชุมสุดยอดญี่ปุ่น-อาเซียน ยังเกิดขึ้นในช่วงที่ญี่ปุ่นกลับมาข้องเกี่ยวกับภูมิภาคนี้อีกครั้ง หลังจากถูกอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนบดบังมานานหลายปี นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังหวังได้เสียงสนับสนุนจากอาเซียนเรื่องข้อพิพาทกับจีนในการอ้างสิทธิทับซ้อนเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออก เพราะสมาชิกอาเซียน 4 ประเทศก็มีข้อพิพาทเรื่องดินแดนกับจีน
ในแถลงการณ์ร่วมหลังเสร็จสิ้นการหารือ ทั้ง 2 ฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกฝ่ายมีเสรีภาพในการใช้น่านฟ้า และเพื่อให้เกิดความปลอดภัยทางการบิน ซึ่งเป็นถ้อยแถลงที่ถูกมองว่าเป็นคำตำหนิที่ไม่รุนแรง เพื่อเตือนให้จีนหลีกเลี่ยงการกระทำดังกล่าวอีก
นอกจากนี้ ยังมีการเน้นถึงการแก้ไขข้อขัดแย้งด้วยสันติวิธีที่สอดคล้องในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ และได้รับการยอมรับจากทั่วโลก แต่ไม่มีการเอ่ยถึงเรื่องการกำหนดเขตป้องกันทางอากาศใหม่ของจีนแต่อย่างใด
นายอาเบะ ยังเรียกร้องให้ 2 ฝ่ายกระชับความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และสร้างหลักประกันให้ภูมิภาคบนพื้นฐานหลักนิติธรรมโดยไม่ใช้กำลัง ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นกรณีเขตป้องกันทางอากาศใหม่ของจีน
ผู้นำญี่ปุ่น ระบุว่า ต้องการสร้างอนาคตของเอเชียร่วมกับอาเซียน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ใช้กฎหมายมากกว่าที่จะใช้อำนาจในการปกครอง และว่าชาวเอเชียซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานหนักจะต้องได้รับรางวัล อันจะทำให้เกิดสังคมที่รุ่งเรืองและมีความเคารพซึ่งกันและกัน
ทั้งนี้ การกระชับความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคน อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และกำลังมั่งคั่งมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นหนึ่งในเป้าหมายสูงสุดภายใต้นโยบายต่างประเทศของผู้นำญี่ปุ่น นับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งเมื่อเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา โดยเขากล่าวว่า ต้องการจะเข้าร่วมความพยายามของอาเซียนในการสร้างสังคมที่เจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
การใช้นโยบายทางการทูตแบบลมกรด ทำให้นายอาเบะเดินทางไปหลายประเทศทั่วโลกในระยะเวลาไม่ถึงปี และเยือนประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศอย่างน้อยประเทศละ 1 ครั้ง การที่จีนเข้ามาแผ่อิทธิพลและผูกสัมพันธ์กับอาเซียนเพื่อต่อกรกับญี่ปุ่นที่มีการพัฒนาการด้านการทหารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ญี่ปุ่น มองว่า สถานการณ์ความมั่นคงของเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอันตรายและกำลังเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว
ที่ผ่านมาญี่ปุ่นเคยขอเสียงสนับสนุนจากสหรัฐและประเทศในเอเชียอื่นๆ เพื่อประท้วงที่จีนประกาศเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศเหนือน่านฟ้าทะเลจีนตะวันออก และเป็นไปได้ว่าจีนจะประกาศแบบเดียวกันเหนือน่านฟ้าทะเลจีนใต้ด้วย
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก ได้พยายามกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีบทบาทสำคัญในด้านการเงินในเอเชีย โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ การลงทุนของญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พุ่งขึ้นไปเป็น 89% คิดเป็นมูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านเยน หรือเกือบ 300,000 ล้านบาท ขณะที่บริษัทผลิตรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ก็เข้าไปสร้างโรงงานเพิ่มด้วย โดยในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ญี่ปุ่นต้องการแสดงให้เห็นว่าสนับสนุนด้านเทคโนโลยี สาธารณูปโภค การศึกษาและการค้าในภูมิภาค
ทางด้าน นายตัง เสี่ยว มั่น ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเอเชีย จากสถาบันกลยุทธ์และนานาชาติศึกษา ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยงานคลังสมองให้รัฐบาลมาเลเซีย แสดงความเห็นว่า ชาติสมาชิกอาเซียนจำเป็นต้องเคลื่อนไหวด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุดในการเลือกเข้าข้างหนึ่งข้างใดในข้อขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่น
"ปัญหาจีน-ญี่ปุ่น เป็นเรื่องที่รัฐบาลจีนและญี่ปุ่นต้องบริหารจัดการและหาทางออกกันเอง ซึ่งหากมีอาเซียนเข้าไปสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม ถือเป็นเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ขึ้นมา และไม่สร้างสรรค์ด้วย" ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ กล่าว





