วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จีนเตรียมแซงหน้าญี่ปุ่นแชมป์ควบกิจการ

จีนเตรียมแซงหน้าญี่ปุ่นผนวกกิจการ ธนาคารไชนา คอนสตรักชันเพิ่งเห็นชอบเข้าซื้อหุ้น72% ของบังโก อินดัสเตรียล คอมเมอร์เชี่ยล เงิน720ล้านดอลล์

จีนเตรียมขึ้นเป็นผู้นำของเอเชียในด้านการเข้าถือครองกิจการในต่างแดนในปีนี้ ปิดฉากญี่ปุ่นที่เป็นแชมป์ด้านถือครองกิจการในต่างแดนมา 2 ปี ผลจากการกระหายเป้าหมายในต่างแดนของจีนที่ทำให้ภาคธุรกิจเข้าซื้อกิจการตั้งแต่ทรัพยากรธรรมชาติไปจนถึงอาหาร และธนาคาร

คาดว่าบริษัทขนาดใหญ่ของจีนจะทำข้อตกลงเข้าถือครองและผนวกกิจการอีกมากในปีหน้า เพราะมองหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ และสยายปีกเข้าสู่ตลาดอื่น

นับถึงช่วงนี้ของปี บริษัทจีนได้ทำข้อตกลงผนวกและเข้าถือครองกิจการในต่างแดนไปแล้ว 56,200 ล้านดอลลาร์ นำโดยการที่บริษัทช่วงฮุ่ย อินเตอร์เนชันแนล โฮลดิงส์ เข้าซื้อบริษัทสมิธฟิลด์ ฟูดส์ เป็นมูลค่า 7,100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแม้ตัวเลขดังกล่าวยังต่ำกว่ายอดรวมของทั้งปีที่แล้วที่ 62,100 ล้านดอลลาร์ แต่ก็สูงกว่ามูลค่าข้อตกลงของบริษัทญี่ปุ่นที่ทำไป 40,700 ล้านดอลลาร์ปีนี้

ธุรกิจด้านพลังงานและไฟฟ้ายังเป็นเป้าหมายหลักในการทำข้อตกลงของจีนปีนี้ เพราะมีมูลค่ามากที่สุดแต่สัดส่วนในข้อตกลงเข้าถือครองกิจการทั้งหมดอยู่ที่ 44.1% ลดลงจาก 52.3% เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ขณะที่สัดส่วนของการทำข้อตกลงภาคการเงินเพิ่มขึ้น 2 ใน 3 เป็น 14.4%

นักวิเคราะห์แผนกเข้าถือครองกิจการในเอเชียแปซิฟิกของซิตีกรุ๊ป กล่าวว่านับจากวิกฤติการเงินโลก สถาบันการเงินจีนแสดงความมั่นใจมากขึ้นในการทำข้อตกลงเข้าถือครองกิจการในต่างแดน และคาดว่าจะมีข้อตกลงด้านนี้อีกมาก

สัดส่วนของเอเชียในการทำข้อตกลงผนวกกิจการของโลก เพิ่มเป็นกว่า 20% จากไม่ถึง 10% เมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่ยังต่ำกว่ายุโรปกับสหรัฐ กระนั้นการที่จีนกระหายการที่จะมองหาการเติบโตในต่างประเทศ จะขับเคลื่อนการเข้าถือครองกิจการ

เมื่อต้นเดือนนี้ ธนาคารไชนา คอนสตรักชัน เพิ่งเห็นชอบเข้าซื้อหุ้น 72% ของบังโก อินดัสเตรียล คอมเมอร์เชียล เป็นเงิน 720 ล้านดอลลาร์

ในช่วงที่ผ่านมา จีนยังปรับตัวผู้บริหารระดับสูงในธนาคารบางแห่ง รวมถึงผู้ดูแลกฎระเบียบ หลังจากการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศ โดยแบงก์ออฟไชนาได้แต่งตั้งนายเทียน กัวะลี เป็นประธานเมื่อเดือนพ.ค. ขณะที่แบงก์ออฟคอมมูนิเคชันแต่งตั้งนายหนิว ซีหมิง เป็นประธาน ซึ่งทันทีที่ทีมบริหารใหม่เข้าที่เข้าทางแล้ว คาดว่าจะรุกกร้าวมากขึ้นในการซื้อสินทรัพย์ และอาจรวมถึงสถาบันการเงิน

เหตุที่เป็นดังกล่าวเพราะธนาคารจีนเผชิญความเร่งด่วนมากขึ้นให้ไปหาลู่ทางเติบโตในตลาดโลก เนื่องจากการเปลี่ยนตัวผู้นำนั้นคาดว่าเป็นสิ่งที่เกิดก่อนการปฏิรูปภาคการเงิน อันจะยิ่งเป็นแรงกดดันต่อส่วนต่างกำไร

ในบรรดาธนาคารจีนที่กำลังเมียงมองลู่ทาง รวมถึงอินดัสเตรียล แอนด์ คอมเมอร์เชียล แบงก์ ออฟ ไชนา (ไอซีบีซี) และอากริคัลเจอรัล แบงก์ ออฟ ไชนา ซึ่งกำลังพยายามทำข้อตกลงกันคนละฉบับ โดยไอซีบีซีกำลังเจรจาเพื่อซื้อแผนกเทรดดิงในกรุงลอนดอนของสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด กรุ๊ป ส่วนอากริคัลเจอรัล แบงก์ กำลังเล็งเสนอซื้อวิงฮังแบงก์ของฮ่องกง

นอกจากนั้น บริษัทจีนยังแสดงความสนใจในแบรนด์อุปโภคบริโภคและแบรนด์หรูหราของต่างประเทศ กระนั้น ข้อตกลงของชวงฮุ่ยเป็นเครื่องสะท้อนดีที่สุดถึงความกล้ารุกของบริษัทจีน เพราะเป้าหมายของชวงฮุ่ยคือผู้ผลิตเนื้อสุกรขนาดใหญ่สัญชาติสหรัฐ และเรียกเสียงคัดค้านทางการเมืองอยู่พักหนึ่ง แต่ในที่สุดชวงฮุ่ยก็สามารถปิดดีลได้