วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การฟื้นตัวเยอรมนี-ฝรั่งเศสชะงัก

เศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 3 ชาติในยูโรโซน ย่ำแย่ลงในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ โดยเยอรมนีโตเพียง 0.3% ส่วนฝรั่งเศสกับอิตาลีติดลบ

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของเยอรมนี ต่ำกว่าไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 0.7% อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์แสดงความวิตกเกี่ยวกับเศรษฐกิจฝรั่งเศสมากกว่า เพราะจีดีพีติดลบ 0.1% จากไตรมาสก่อน ด้านเศรษฐกิจอิตาลีก็ติดลบ 0.1% นับเป็นการติดลบไตรมาสที่ 9 ติดต่อกัน

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติเยอรมนีสะท้อนว่าการเติบโตส่วนใหญ่มาจากความต้องการในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยครัวเรือน ภาครัฐบาล และภาคธุรกิจต่างใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ในส่วนของการนำเข้านั้นเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและการส่งออกค่อนข้างซบเซา

ด้านเศรษฐกิจฝรั่งเศสถูกฉุดจากการส่งออกที่ลดลงและการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่ชะลอตัว จนทำให้จีดีพีติดลบจากช่วงไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 0.5% โดยการใช้จ่ายครัวเรือนเพิ่มขึ้่นเพียง 0.2% หรือครึ่งหนึ่งของไตรมาส 2 แต่สาเหตุหลักที่ทำให้จีดีพีติดลบคือการส่งออกที่ลดลง 1.5% แตกต่างจากไตรมาส 2 ที่เพิ่มขึ้น 1.9%

รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศสกล่าวว่าจีดีพีไตรมาส 3 ที่ติดลบ ไม่ได้เป็นเครื่องชี้ถึงความตกต่ำ พร้อมคงการคาดหมายว่าเศรษฐกิจทั้งปีจะขยายตัวได้ 0.1-0.2%

ฝรั่งเศสเป็นที่จับตาในยูโรโซน โดยแม้ธนาคารกลางคาดหมายว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 0.4% ในช่วงไตรมาส 4 แต่การปฏิรูปแรงงานและระบบบำนาญของรัฐบาล ถูกมองว่าไม่กว้างไกลพอ รายงานขีดแข่งขันขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เตือนว่าฝรั่งเศสกำลังล้าหลังชาติอื่นในยุโรปที่ลดต้นทุนค่าแรงและมีความคล่องตัวมากขึ้น

ในส่วนของอิตาลีก็สวนทางการคาดหมายที่ว่าเศรษฐกิจจะหลุดพ้นจากภาวะถดถอยอันยาวนานเป็นประวัติการณ์ ด้วยจีดีพีที่ลดลง 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ผลจากกิจกรรมภาคเกษตรและบริการที่ลดลง ซึ่งแม้ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่สามารถชดเชยได้เพียงพอ

อิตาลีกำลังเผชิญภาวะถดถอยครั้งร้ายแรงที่สุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยจีดีพีหดตัวเมื่อปี 2551-52 หลังจากเกิดวิกฤติการเงินโลก จากนั้นจีดีพีก็เริ่มลดลงอีกครั้งช่วงไตรมาส 3 ของปี 2554 ในช่วงวิกฤติหนี้ยูโรโซน