วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดอลลาร์-พันธบัตร 'เจ็บ'จากวิกฤติเพดานหนี้

วิกฤติเพดานหนี้-สหรัฐชัตดาวน์ บั่นทอนความน่าเชื่อถือ "ดอลลาร์" สะเทือนตลาดพันธบัตรโลก ผลพวงการเผชิญหน้าการเมืองสหรัฐ

แม้การเผชิญหน้าทางการเมืองกรณีงบใช้จ่ายและการเพิ่มเพดานหนี้ ยุติลงแล้ว แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นในการบริหารการคลังของสหรัฐ รวมถึงสั่นคลอนความเชื่อมั่นที่มีต่อเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินที่มีความน่าเชื่อถือของโลก

จีนและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ถือครองพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐรายใหญ่ที่สุด ตำหนิการเผชิญหน้าทางการเมืองของสหรัฐ ทั้งยังเคยเตือนว่าหากสหรัฐผิดนัดชำระหนี้ จะสั่นคลอนเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก รวมถึงคุกคามการลงทุนมหาศาลของ 2 ประเทศในพันธบัตรสหรัฐที่มีจำนวน 2.4 ล้านล้านดอลลาร์

หนังสือพิมพ์ดิออสเตรเลียนรายงานว่าการเผชิญหน้าทางการเมืองในสหรัฐ บั่นทอนความน่าเชื่อถือของเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองที่น่าเชื่อถือของโลก จากเดิมที่เงินดอลลาร์ก็เริ่มอึมครึมแล้ว ผลจากการพิมพ์เงินออกมาหลายครั้ง สืบเนื่องจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐเข้าซื้อพันธบัตรเดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และหากสหรัฐไม่สามารถแบกรับภาระหน้าที่ได้ ประเทศอื่นก็จะก้าวเข้ามาทำหน้าที่แทน

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวซินหัวของทางการจีน เรียกร้องให้โลกปลดล็อคความเป็นใหญ่ในโลกของอเมริกา ขณะที่โกลบอลไทม์ส ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของทางการเช่นกัน ตำหนิสหรัฐที่พึ่งพาไม่ได้ พร้อมเตือนว่าสถานภาพมหาอำนาจของสหรัฐ กำลังถูกคุกคาม

นับตั้งแต่ดอลลาร์เข้าแทนที่เงินปอนด์ในฐานะเงินสกุลหลักสำหรับการทำการค้าขายโลกในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ดอลลาร์ก็แทบไม่เผชิญการท้าทายเลย

ขณะที่จีนนั้นได้เคลื่อนไหวเพื่อเพิ่มสถานภาพของเงินหยวนในการทำข้อตกลงการค้า แต่นักวิเคราะห์ชี้ว่าการที่เงินหยวนยังไม่สามารถแลกเปลี่ยนกับเงินสกุลหลักๆ ได้อย่างเสรี ทำให้หยวนท้าทายเงินดอลลาร์ได้ไม่เต็มที่

ทั้งนี้ หลังจากหาทางออกด้วยการเพิ่มเพดานหนี้และอนุมัติงบใช้จ่ายได้ ประธานาธิบดีบารัก โอบามาแห่งสหรัฐ ได้พูดถึงผลพวงของการเผชิญหน้ากัน ซึ่งทำให้หน่วยงานภาครัฐต้องปิดทำการเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ว่าอาจไม่มีอะไรสร้างความเสียหายให้แก่ความน่าเชื่อถือของอเมริกาในโลก ได้มากไปกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ข้อตกลงเพิ่มเพดานกู้ยืมนับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสหรัฐ เพราะจะทำให้มีเงินพอชำระค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ เนื่องจากหากเกิดวิกฤติด้านความเชื่อมั่นเกี่ยวกับศักยภาพของสหรัฐในการชำระหนี้ ก็อาจทำให้บรรดานักลงทุนทิ้งพันธบัตรของกระทรวงการคลัง และกระทบต่อระบบการเงินของโลก

หากสหรัฐไม่ชำระหนี้ได้ จะกระทบอย่างมากถึงจีน ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกและเป็นผู้ถือครองพันธบัตรสหรัฐรายใหญ่ที่สุด ทั้งยังกระทบต่อญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่อันดับ 2 ของสหรัฐ

นายซูซูมุ โดอิฮารา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสแห่งสถาบันวิจัยเอ็นแอลไอ แสดงทัศนะว่าข้อตกลงประนีประนอมครั้งนี้เป็นเพียงการเลื่อนการแก้ปัญหาออกไป และโลกก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่าการนั่งเชียร์อยู่ขอบสนามและหวังว่าสหรัฐจะเก็บกวาดบ้านตัวเอง เขาคิดว่าสถานภาพของพันธบัตรการคลังสหรัฐ ในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย จะไม่เปลี่ยนไป เพราะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากนี้

เขาเสริมว่าหากญี่ปุ่นตัดสินใจขายพันธบัตรสหรัฐที่ตัวเองถือครองอยู่ คำถามคือญี่ปุ่นจะนำเงินไปซื้ออะไร เพราะญี่ปุ่นถือครองสินทรัพย์สกุลเงินยูโรอยู่จำนวนหนึ่งแล้ว ซึ่งหากจีนขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพหรือคงที่ในอนาคต พันธบัตรจีนอาจเริ่มเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่สิ่งดังกล่าวไม่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้