เศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภคในสหรัฐ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ในการปิดหน่วยงานรัฐบางส่วน
บรรดานักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า เศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสหรัฐ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการปิดหน่วยงานรัฐบางส่วนหรือภาวะชัตดาวน์ ที่ยืดเยื้อนาน 2 สัปดาห์
แม้ว่าตลาดหุ้นหลายแห่งฟื้นตัวกันถ้วนหน้าเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แต่บรรดานักวิเคราะห์ระบุว่ายังมีหลักฐานที่ชัดเจนจากความเสียหายดังกล่าว และเตือนว่าการความขัดแย้งทางการเมืองรอบใหม่ในเดือนมกราคมนี้ อาจจะทำให้เกิดความเสียหายยิ่งขึ้น
สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ "มูดีส์" และสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ หรือ "เอสแอนด์พี" คาดการณ์ว่า การปิดทำการหน่วยงานรัฐบางส่วนตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา อาจจะทำให้การเติบโตรายปีของสหรัฐลดลง 0.5-0.6% ในไตรมาสที่สี่
เอสแอนด์พี ระบุว่า การปิดหน่วยงานรัฐสร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศถึง 24,000 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากลูกจ้างรัฐหลายแสนคนต้องถูกพักงานโดยไม่แน่ใจว่าจะได้รับเงินเดือนหรือไม่ ขณะที่การทำสัญญากับภาครัฐก็ต้องล่าช้าออกไป และอุทยานแห่งชาติซึ่งช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็ต้องหยุดทำการชั่วคราว
ด้วยเหตุดังกล่าว นักเศรษฐศาสตร์หลายคนจึงปรับลดคาดการณ์การเติบโตในไตรมาสที่สี่เหลือประมาณ 2% ซึ่งแทบจะไม่เพียงพอสำหรับการสร้างงานที่จำเป็นต่อการลดอัตราว่างงาน
หลายฝ่ายคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดอาจจะเล็งเห็นความจำเป็นในการคงมาตรการกระตุ้นไปจนถึงสิ้นปีนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติดังกล่าว
เอสแอนด์พีระบุว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปิดหน่วยงานรัฐได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของสหรัฐ
การเผชิญหน้าทางการเมืองของสหรัฐยุติลงเมื่อพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันลงมติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณให้รัฐบาลสำหรับส่วนแรกของปีงบประมาณ 2557 ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา และเพิ่มเพดานหนี้ โดยสภาผู้แทนราษฎรลงมติ 285 ต่อ 144 รับรองร่างกฎหมายดังกล่าว หลังวุฒิสภาเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 81 ต่อ 18
หลังจากนั้นไม่นาน ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ก็ได้ลงนามรับรองกฎหมายดังกล่าว และสั่งให้ลูกจ้างรัฐกลับมาทำงานตามปกติอีกครั้งในวันนี้
ร่างกฎหมายงบประมาณจะขยายเพดานหนี้ไปจนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 และจะอนุญาตให้กระทรวงการคลังใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ในช่วงเวลาหลังจากกำหนดวันดังกล่าว รวมทั้งจะจัดสรรงบประมาณสำหรับการดำเนินงานของรัฐบาลไปจนถึงวันที่ 15 มกราคมปีหน้า และจ่ายเงินค่าจ้างย้อนหลังแก่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางที่ถูกพักงานในช่วงการปิดหน่วยงานรัฐบางส่วน
การต่อทั้งงบประมาณและเพดานหนี้ไปถึงต้นปีหน้า ทำให้เรื่องดังกล่าวจะยังมีผลต่อตลาดและเศรษฐกิจ เพราะอาจทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันอีกในอนาคต ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจระมัดระวังด้านการลงทุน การใช้จ่าย และการจ้างงาน อันล้วนเป็นปัจจัยที่ฉุดรั้งการเติบโต





