นักเศรษฐศาสตร์มองเศรษฐกิจแดนมังกรเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่การสร้างสมดุลทางศก.ยังทำไม่สำเร็จ
ข้อมูลรายเดือนของจีนมีแนวโน้มจะส่งสัญญาณถึงการฟื้นตัวในประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก แต่มีหลักฐานเพียงเล็กน้อยที่สะท้อนว่ามีการเปลี่ยนแปลงแนวทางการเติบโตจากปัจจุบันที่เน้นการลงทุน ไปยังการบริโภค อันเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ทางการตั้งเป้าไว้
การสร้างสมดุลให้กับเศรษฐกิจจีนเป็นหนึ่งในเงื่อนไขเบื้องต้นสำคัญสามประการ ของการเติบโตอย่างยั่งยืนของโลกในระยะยาว นอกเหนือจากแผนควบคุมการใช้จ่ายของสหรัฐ และการวางรากฐานเชิงสถาบันที่เข้มแข็งของสกุลเงินเดียวในยูโรโซน รวมทั้งการจัดตั้งสหภาพธนาคาร โดยความคืบหน้าในกรณีของสหรัฐมีอยู่น้อย โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลยังตกลงกับพรรครีพับลิกันไม่ได้เรื่องงบใช้จ่ายและการเพิ่มเพดานหนี้ ส่วนในยุโรปนั้น รัฐมนตรีคลังยูโรโซนกำลังเริ่มหารือทบทวนความคืบหน้าเกี่ยวกับการตั้งสหภาพธนาคาร แต่การตัดสินใจทางการเมืองขั้นสุดท้ายรวมถึงคำถามว่าใครควรมีอำนาจปิดธนาคารที่มีปัญหา ยังเป็นเรื่องที่ไม่มีข้อสรุป
หากมองมาที่จีน จะพบว่าผลการสำรวจความคิดเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์โดยรอยเตอร์ คาดว่า เศรษฐกิจจีนไตรมาสสามอาจเพิ่มเป็น 7.8% จาก 7.5% ในไตรมาสสอง เรื่องนี้ดูเผิน ๆ อาจเป็นเรื่องดี แต่หากลงรายละเอียดจะพบว่าไม่มีแนวโน้มว่าการลงทุนจะชะลอตัวลง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในโรงงานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และที่อยู่อาศัย ส่วนยอดค้าปลีกก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น
นักเศรษฐศาสตร์จากสแตนดาร์ด ไลฟ์ "นายเจเรมี ลอว์สัน" กล่าวว่า ยังไม่เห็นข้อมูลสำคัญที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการเติบโต และยิ่งจีนชะลอแผนปฏิรูปไปสู่การเติบโตที่เน้นการบริโภคมากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้นที่การลงทุนอันมากเกินจะส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างรุนแรงในที่สุด ซึ่งภาวะการณ์ดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อจีนและเศรษฐกิจโลก
แม้ข้อมูลการส่งออกล่าสุดเดือนกันยายนลดลงอย่างไม่คาดฝัน แต่นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ยังกล่าวว่าจีดีพีในช่วงเก้าเดือนแรกน่าจะเติบโตสูงกว่า 7.5% อันจะทำให้จีดีพีจีนปี 2556 ทะลุเป้า 7.5%
นักเศรษฐศาสตร์จากพีเอ็นซีในพิตส์เบิร์ก "นายบิล อดัมส์" มองว่ามีความเสี่ยงเพียงเล็กน้อยที่เศรษฐกิจจีนจะตกต่ำลงอย่างมาก อีกทั้งราคาที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่ยังเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขสองหลัก อันชี้ให้เห็นว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนดีดตัวขึ้นมาอีกครั้ง และสะท้อนว่ารัฐบาลเผชิญทางเลือกที่ยากลำบาก ในการลดความร้อนแรงของภาคอสังหาฯ โดยไม่ทำให้การลงทุนทั้งหมดในภาคอื่น หยุดชะงักไปด้วย
นายอดัมส์คิดว่า รัฐบาลยังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ แต่เขาคิดว่ารัฐบาลไม่ได้มองว่าปัญหานี้ร้ายแรงพอจะดึงเศรษฐกิจให้ชะลอตัวลงมากไปกว่านี้
ล่าสุดตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภครายปี ณ เดือนกันยายน อยู่ที่ 3.1% อันเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 7 เดือน ตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงนี้จำกัดศักยภาพของธนาคารกลางในการจัดทำมาตรการเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ





