วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เอดีบี'จี้เอเชียลงทุนพัฒนาพลังงาน

"เอดีบี"จี้เอเชียลงทุนพัฒนาพลังงาน คาดภายในปี 2578 บริโภคพลังงานมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก

ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี เผยรายงาน "แนวโน้มพลังงาน เอเชีย แปซิฟิค" ฉบับล่าสุด ที่แสดงให้เห็นว่า การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคอุตสาหกรรม เมือง และยานพาหนะ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ทำให้ความต้องการพลังงานของเอเชีย แปซิฟิค มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทศวรรษต่อๆ ไป

ภายในปี 2578 ภูมิภาคนี้จะมีการบริโภคพลังงานมากกว่าครึ่งหนึ่งของพลังงานทั้งโลก โดยมีการบริโภคไฟฟ้ามากขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว เนื่องจากการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้ความต้องการเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย โดยคาดว่าความต้องการพลังงานของภูมิภาคนี้ จะเพิ่มขึ้นปีละ 2.1% ระหว่างปี 2553- 2578 เร็วกว่าอัตราคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ 1.5% ต่อปีในช่วงเวลาเดียวกัน

อัตราการขยายตัวดังกล่าว ทำให้ความต้องการพลังงานในเอเชียแปซิฟิก ทะยานขึ้นถึง 8,358.3 ล้านตันเมื่อเทียบเป็นปริมาณน้ำมัน ในอีก 25 ปีข้างหน้า จากระดับ 4,985.2 ล้านตันในปี 2553

ความต้องการดังกล่าว ทำให้ชาติเอเชียแปซิฟิกจำเป็นต้องลงทุนมากถึง 11.7 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2578 เพื่อรองรับความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า โดยในจำนวนนี้ เป็นการลงทุนด้านไฟฟ้า และระบบทำความร้อนมากสุดราว 73% ของยอดการลงทุนโดยรวม ส่วนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการผลิต และจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วน 11% ขณะน้ำมันที่ราว 8.5% และถ่านหินที่ 8.1%

เอดีบีย้ำว่า การลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านนี้ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการพัฒนาดุลการเงินสำหรับสาธารณูปโภคพื้นฐาน และเพื่อให้รองรับกับความต้องการการลงทุนในอนาคตได้

ปริมาณการนำเข้าน้ำมันสุทธิของเอเชียแปซิฟิก จะขยายตัวขึ้นไปอยู่ในระดับมากกว่า 25 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายในปี 2578 หรือใกล้กับระดับการผลิตน้ำมันดิบในปัจจุบันของตะวันออกกลาง และมีความต้องการแซงหน้าภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก

ภาคอุตสาหกรรมขนส่ง จะเป็นภาคธุรกิจที่มีความต้องการพลังงานมากสุด ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าจะทะยานขึ้นมากกว่า 2 เท่า ในช่วง 25 ปี เพื่อรองรับความต้องการในการใช้ชีวิตที่มีมาตรฐานสูงขึ้น และเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง

สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียนนั้น เอดีบีประเมินว่า ความต้องการพลังงานจะเพิ่มขึ้นจากระดับ 554.8 ล้านตันเมื่อปี 2553 ไปอยู่ที่ 1,110.2 ล้านตันในปี 2578 ด้วยอัตราการเติบโตที่ปีละ 2.8%

ขณะที่น้ำมัน ยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักของอาเซียนไปตลอดระยะเวลา 25 ปีจากนี้ ส่วนความต้องการถ่านหินขยายตัวเร็วสุดที่อัตรา 4.8% ต่อปี