วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตือนสหรัฐผิดนัดชำระหนี้ กระทบศก.โลก

ไอเอ็มเอฟออกโรงเตือนสหรัฐผิดนัดชำระหนี้ กระทบเศรษฐกิจโลก"รุนแรง" พร้อมหั่นคาดการจีดีพีมะกันปีนี้โน 1.6% จากเดิมคาด 2.6%

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เตือนว่าการปิดหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐ จะส่งผลเสียอย่างมากต่อเศรษฐกิจสหรัฐ แต่สถานการณ์จะร้ายแรงกว่านั้น หากสภาและประธานาธิบดีบารัก โอบามา ยังตกลงกันไม่ได้ในเรื่องการเพิ่มเพดานหนี้

"หากไม่สามารถเพิ่มเพดานหนี้ได้ทันเวลา สหรัฐอาจเกิดการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งสภาพการณ์ดังกล่าวจะส่งผลเสียร้ายแรงต่อเศรษฐกิจโลก" ไอเอ็มเอฟระบุในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุด

พร้อมกันนี้ไอเอ็มเอฟ ได้หั่นคาดการณ์การเติบโตของสหรัฐเหลือ 1.6% ปีนี้ และ 2.6% ในปี 2557 ตัวเลขดังกล่าวลดลงจากการคาดการณ์เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา 0.1% และ 0.2% ตามลำดับ

ไอเอ็มเอฟระบุว่า การหั่นคาดการณ์ครั้งนี้เป็นเหตุจากผลกระทบของการที่รัฐบาลสหรัฐตัดงบประมาณรายจ่ายทั้งหมดในทุกภาคส่วนของรัฐบาลเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณของภาครัฐ และสถานการณ์จะย่ำแย่ลง หากการปิดหน่วยงานรัฐยืดเยื้อออกไป และหากภาวะชะงักงันทางการเมืองเป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มเพดานหนี้ รัฐบาลสหรัฐก็จะผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

นายโอลิเวียร์ แบลนชาร์ด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ แถลงว่า การไม่สามารถเพิ่มเพดานหนี้ได้จะนำไปสู่มาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังแบบสุดโต่งและแทบจะทำให้การฟื้นตัวของสหรัฐหยุดชะงักอย่างสิ้นเชิง เขาเสริมว่า หากสหรัฐผิดนัดชำระหนี้จะนำไปสู่แนวโน้มความผันผวนสำคัญในตลาดเงินทั้งในสหรัฐและในต่างประเทศ

นายแบลนชาร์ดระบุว่ามีความเป็นไปได้น้อยที่สหรัฐจะผิดนัดชำระหนี้ แต่การที่ดัชนีดาวโจนส์ในตลาดนิวยอร์กร่วงลงเมื่อวันอังคาร (8 ต.ค.) ประกอบกับการเผชิญหน้าทางการเมืองที่ยังไม่มีจุดสิ้นสุด สะท้อนว่านักลงทุนมีความวิตกมากขึ้น

กองทุนการเงินระหว่างประเทศกล่าวด้วยว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังต้องการนโยบายผ่อนคลายทางการเงินอย่างหนักของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) พร้อมคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวปีหน้า ผลจากการอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์และมาตรการกระตุ้นของเฟด ช่วยหนุนนำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงคาดว่าจะช่วยหนุนนำตลาดหุ้นและราคาอสังหาริมทรัพย์ อันจะทำให้ครัวเรือนต่างๆ มีฐานะการเงินดีขึ้นในที่สุด

สำหรับอัตราว่างงานนั้น คาดว่าจะดีขึ้น โดยที่ไม่ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น อันจะเปิดทางให้เฟดดำเนินนโยบายส่งเสริมการเติบโตได้

รายงานยังชี้ถึงผลกระทบจากกรณีที่เฟดลดการเข้าซื้อพันธบัตร ซึ่งแสดงให้เห็นแล้วในรูปของดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงขึ้น และกระแสเงินทุนที่ไหลออกจากตลาดเกิดใหม่

"การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศพัฒนาแล้ว มีแนวโน้มจะนำไปสู่การไหลออกของกระแสทุนบางส่วนที่ไหลเข้ามาก่อนหน้านี้ ผลจากการที่นักลงทุนถอนการลงทุนกลับไปยังสหรัฐ ดังนั้นประเทศที่มีฐานะการคลังอ่อนแอหรืออัตราเงินเฟ้อสูง จึงอยู่ในสถานะเสี่ยงเป็นพิเศษ" นายแบลนชาร์ดระบุ

ลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลก

ในภาพรวมนั้น ไอเอ็มเอฟได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2556-2557 สาเหตุสำคัญเนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศตลาดเกิดใหม่ทั้งจีน อินเดีย และรัสเซียอ่อนแอ

การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ ได้รับการปรับลดลงจาก 3.2% ที่เคยคาดการณ์ไว้ในเดือนกรกฎาคม เหลือ 2.9% ส่วนเศรษฐกิจในปี 2557 ปรับลดลง 0.2% เป็น 3.6%

ตัวเลขการเติบโตส่วนใหญ่สำหรับประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า มีการปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย แต่การเติบโตของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อยู่ที่ 4.5% ลดลงจาก 5%

สำหรับปีนี้ เศรษฐกิจของอินเดียจะชะลอตัวลงมากที่สุดเหลือ 3.8% หรือลดลงไป 1.8% จากคาดการณ์ก่อนหน้านี้ เม็กซิโกขยายตัวเพียง 1.2% หรือลดลงจากคาดการณ์เดิม 1.7% รัสเซียขยายตัว 1.5% ลดลง 1%

ส่วนจีนที่เศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจจะเติบโต 7.6% ซึ่งลดลง 0.2% จากการคาดหมายครั้งก่อน พร้อมปรับลดคาดการณ์สำหรับปีหน้าลง 0.4% เหลือ 7.3%

คาดการณ์เศรษฐกิจจีนครั้งล่าสุดของไอเอ็มเอฟ นับเป็นการปรับลดมากกว่าของธนาคารโลกที่ก่อนหน้านี้คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัวได้ถึง 7.5% ปีนี้ พร้อมกันนี้ไอเอ็มเอฟระบุว่าการขยายตัวที่น้อยลงของจีนจะกระทบหลายประเทศ โดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งมีทั้งประเทศตลาดเกิดใหม่และชาติพัฒนาแล้ว

ไอเอ็มเอฟระบุว่าความพยายามปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากจีน จากการพึ่งพาการส่งออกมาเป็นการบริโภคในประเทศ อาจทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำลงไประยะหนึ่ง แต่ถือเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าเพราะมีแนวโน้มจะทำให้มาตรฐานการครองชีพสูงขึ้นอย่างถาวร

นอกจากนั้น ยังเตือนว่าความวิตกเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกและการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ฉุดรั้งการเติบโตของเอเชีย โดยคาดว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 2% ปีนี้ และลดเหลือ 1.2% ปีหน้าเมื่อมีการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

รายงานยังระบุด้วยว่า เศรษฐกิจจีนและประเทศตลาดเกิดใหม่ได้มาถึงจุดสูงสุดของวัฏจักรแล้ว อัตราการเติบโตของประเทศเหล่านี้คาดว่าจะยังสูงกว่าประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าอยู่มาก แต่ต่ำกว่าระดับที่เคยทำไว้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ด้านประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร (ยูโรโซน) ได้รับการปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้เป็นติดลบ 0.4% จากเดิมติดลบ 0.5% ส่วนปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวที่ 1% แต่การฟื้นตัวยังดำเนินไปไม่มากนักและยูโรโซนยังอยู่ในสภาพที่เพิ่งหลุดพ้นจากภาวะถดถอย

ไอเอ็มเอฟระบุว่าสิ่งท้าทายที่สุดสำหรับผู้กำหนดนโยบายยูโรโซนคือการสนับสนุนการเติบโต พร้อมกับผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง