หน่วยงานเพื่อการลงทุนของรัฐบาลอิตาลีกำลังเข้าซื้อกิจการบริษัทพลังงานรายใหญ่ของประเทศ เพื่อไม่ให้ธุรกิจตกไปอยู่ในมือนักลงทุนต่างชาติ
หน่วยงานเพื่อการลงทุนของรัฐบาลอิตาลีกำลังเข้าซื้อกิจการบริษัทพลังงานรายใหญ่ของประเทศรายหนึ่ง เพื่อไม่ให้ธุรกิจในชาติตัวเองตกไปอยู่ในมือนักลงทุนต่างชาติ เหมือนอย่างที่เกิดกับธุรกิจรายใหญ่ด้านโทรคมนาคมที่กลายไปเป็นของสเปน
ขณะเดียวกัน อิตาลีก็ต้องการเงินทุนต่างชาติอย่างมาก ถึงขนาดที่นายกรัฐมนตรีเอนริโก เลตตา เดินทางไปนิวยอร์กเมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อพูดถึงการลดหย่อนภาษีและแรงจูงใจอื่นๆ แก่นักลงทุนต่างชาติ
นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ว่าสภาพเศรษฐกิจอิตาลีที่ยังคงอยู่ในสภาวะถดถอย ทำให้ราคาสินทรัพย์ร่วงตกลงมาอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ อันเป็นผลให้กิจการต้องการสภาพคล่องหรือสายป่านมาพยุงให้กิจการดำเนินต่อไปได้ จึงเป็นโอกาสอันดีของนักลงทุนจากต่างประเทศที่สนใจเข้ามาลงทุน
ยอดรวมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของอิตาลีอยู่ที่ประมาณ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ของฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรมียอดรวมอยู่ที่ 2.5 และ 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามลำดับ อ้างอิงจากข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี)
หลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติจำนวนมากพากันเบือนหน้าหนีจากอิตาลี อันเนื่องมาจากภาพลักษณ์ด้านคอร์รัปชันที่ขจรขจาย ต้นทุนแรงงานที่สูง และระเบียบยุ่งยาก แต่นักลงทุนได้เริ่มกลับมายังประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของยูโรโซนแห่งนี้บ้างแล้ว
ข้อตกลงสำคัญข้อตกลงหนึ่งคือการที่บริษัทเจเนอรัล อิเลกทริก ซื้อบริษัทอาวิโวเป็นมูลค่า 4,300 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว ทั้งยังมีข้อตกลงขายหุ้น 21% ของซาราสกรุ๊ปให้แก่รอสเนฟต์ของรัสเซียโดยตระกูลโมรัตติ ซึ่งเร็วๆ นี้อาจขายสโมสรฟุตบอลอินเตอร์มิลานให้แก่เศรษฐีอินโดนีเซียอีกด้วย
ส่วนแบรนด์แฟชันชื่อดังอย่างวาเลนติโนและโลโร พิอานา ก็ถูกขายให้ต่างชาติ
แม้แต่บรรดาธนาคารพาณิชย์อิตาลี ซึ่งปกติเข้าไปลงทุนในธุรกิจรายใหญ่ของประเทศเพื่อปกป้องการถูกครอบงำกิจการที่ไม่พึงประสงค์ แต่ถึงตอนนี้แบงก์เหล่านี้กำลังโหยหาเงินทุนและกำลังขายสินทรัพย์หรือกิจการที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของพวกเขาออกไป
ประธานบริษัทที่ปรึกษาเอที เคียร์นี กล่าวว่าขณะนี้ไม่มีเงินทุนในประเทศในระดับเพียงพอที่จะช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจในประเทศให้เติบใหญ่และขยายกิจการไปต่างแดนได้ ประเด็นปัญหายังสืบเนื่องมาจากการที่ตลาดเงินในประเทศไม่ได้รับการพัฒนามากนัก
คาร์ลอส เบลลาวิต ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยคาธอลิกในเมืองมิลาน กล่าวว่าแทนที่จะปกป้องบริษัทต่างๆ ไม่ให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นหรือซื้อกิจการ ทางออกที่ดีน่าจะเป็นการทำให้แน่ใจว่าบริษัทต่างๆ มีเครื่องมือหรือความเข้มแข็งพอรับมือการท้าทายในโลก อิตาลีเคยเน้นประเด็นความเป็นเจ้าของ แต่หลังจากปี 2550 โลกกำลังเปลี่ยนไป ประเด็นที่แท้จริงในวันนี้คือการหาคนที่มีหนทางในการพัฒนาโครงการอุตสาหกรรมที่เหมาะสม ไม่เช่นนั้นก็จบกัน





