"เพดานหนี้"อีกหนึ่งตัวประกันศึกสองพรรคการเมืองสหรัฐ ที่กำลังทำสงครามระหว่างกัน
การปิดหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ หากการเผชิญหน้าในเรื่องอนุมัติงบประมาณยังไม่ได้ข้อสรุปภายในกลางเดือนต.ค. เพราะในช่วงนั้นเป็นเวลาสำคัญของการที่สภาต้องอนุมัติการเพิ่มเพดานหนี้ให้รัฐบาล
แต่หากมีการนำเรื่องทั้งสองมารวมกันจะถือเป็น "พายุลูกใหญ่" ที่อันตรายและคาดเดาไม่ได้ ทั้งยังอาจแก้ไขได้ยากกว่าการแก้เพียงปัญหาปิดหน่วยงานภาครัฐ หรือยากยิ่งปัญหาเมื่อครั้งเกิดการเผชิญหน้ากันในปี 2554 เรื่องเพดานหนี้และฉุดตลาดการเงินให้ทรุดฮวบ ทั้งยังเกือบทำให้สหรัฐต้องผิดนัดชำระหนี้มาแล้ว
ปัญหาอยู่ที่สมาชิกสภาพรรครีพับลิกันมองว่าเพดานหนี้เป็นโอกาสดีที่สุดของพวกเขาในการบีบประธานาธิบดีบารัก โอบามา แต่โอบามาประกาศชัดว่าจะไม่เจรจาเรื่องเพดานหนี้หากมีการพ่วงเงื่อนไขเข้าไปด้วย
การที่ต่างฝ่ายต่างยืนกรานท่าทีของตัวเอง ทำให้การเจรจาไม่มีความคืบหน้า ขณะที่เวลาเดินหน้าไปเรื่อยๆ และต้องมีการเพิ่มเพดานการกู้ยืมให้รัฐบาลจาก 16.7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในวันที่ 17 ต.ค.
นอกจาก "โอบามาแคร์" ที่พรรครีพับลิกันไม่เห็นด้วยมาตลอดแล้ว พรรคนี้ยังต้องการให้รัฐบาลยอมอ่อนข้อในเรื่องการปฏิรูปภาษี รวมถึงให้อนุมัติโครงการท่อส่งน้ำมันระหว่างแคนาดากับเทกซัส และอื่นๆ อีก
นายฌอน เวสต์ นักวิเคราะห์การเมืองแห่งยูเรซียกรุ๊ป ชี้ว่าเรื่องราวชักไปกันใหญ่ เพราะสองพรรคการเมืองกำลังทำสงครามกัน
สส.ปีเตอร์ คิง ซึ่งมีแนวทางคิดสายกลางจากพรรครีพับลิกัน วิตกว่าพรรครีพับลิกันที่เอนเอีนงไปกลุ่มทีพาร์ตี อันมีแนวคิดอนุรักษ์นิยม อาจพยายามผลักดันหรือเรียกร้องมากเกินไปในการเจรจาเพิ่มเพดานหนี้
สส.หลุยส์ สลอเตอร์ จากพรรคเดโมแครต กล่าวว่าวิตกมากเกี่ยวกับศึกเพิ่มเพดานหนี้และเชื่อว่าสมาชิกพรรครีพับลิกันบางคนมีความบุ่มบ่ามมากพอกล้าเสี่ยงสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศ
แต่พรรครีพับลิกันคิดว่าพวกเขามีแต้มต่อในเรื่องของเพดานหนี้ เพราะผลพวงของการผิดนัดชำระหนี้มีความร้ายแรงกว่าการปิดหน่วยงานรัฐมากมาย และหากสหรัฐผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ก็อาจจะทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดำดิ่ง ดันต้นทุนการกู้ยืมให้พุ่งขึ้น และทำให้ธุรกิจต่างๆ ต้องหยุดจ้างงาน ผู้บริโภคหยุดใช้จ่าย และเศรษฐกิจชะงักงัน
ย้อนไปเมื่อปี 2554 ซึ่งเกิดศึกเพิ่มเพดาหนี้นั้น หุ้นดาวโจนส์ร่วงไป 17% และสหรัฐถูกสถาบันจัดอันดับ เอสแอนด์พี ลดความน่าเชื่อถือ ขณะที่กระทรวงการคลังต้องจ่ายดอกเบี้่ยแพงขึ้น 1,300 ล้านดอลลาร์ในปีนั้น
บางฝ่ายหวังว่าผลเสียมากมายที่จะเกิดขึ้น น่าจะทำให้สองฝ่ายหันหน้ามาตกลงกัน รวมถึงพรรครีพับลิกันเองที่ระบุว่าผลพวงของการผิดนัดชำระหนี้ใหญ่หลวงจนโอบามาไม่สามารถเลี่ยงที่จะเจรจากับพวกเขาได้
สส.มาร์ติน สตัทแมน จากพรรครีพับลิกัน กล่าวว่าเรื่องงบประมาณทำให้ภาครัฐต้องปิดทำการ แต่เพดานหนี้อาจทำให้ระบบเศรษฐกิจชะงักงันไปทั้งหมด และหวังว่าประธานาธิบดีจะวิตกเรื่องนี้มากพอเริ่มเจรจา เพราะผู้บริหารไม่สามารถนั่งดูดายเมื่อฝ่ายต่างๆ มีความเห็นแตกต่างกันมากขนาดนี้
ด้านเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกล่าวว่าประธานาธิบดีโอบามายืนยันข้อเรียกร้องเดิมว่าสภาต้องผ่านงบประมาณและเพิ่มเพดานหนี้โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น





