สถาบันการเงินทั่วโลกเตือนสหรัฐ เร่งแก้ปัญหาวิกฤติคลัง ระบุหากแก้ขยายเพดานหนี้ล้มเหลว ฉุดเศรษฐกิจโลกถดถอยครั้งใหญ่
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐและสถาบันการเงินทั่วโลกประกาศเตือนว่าความล้มเหลวในการเพิ่มเพดานหนี้ของรัฐบาลสหรัฐจะส่งผลให้สหรัฐผิดนัดชำระหนี้ และสิ่งนี้จะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจทั่วโลก
คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากความขัดแย้งทางการเมืองในสหรัฐ มีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น โดยวานนี้ (4 ต.ค.) ทำเนียบขาวแถลงว่า ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้ยกเลิกแผนการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ที่อินโดนีเซีย และประชุมอาเซียน-สหรัฐที่ บรูไน ซึ่งเป็นการสะท้อนความจริงที่ว่าการปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐกำลังมีความรุนแรงจนทำให้ประธานาธิบดีต้องอยู่แก้ไขปัญหาในสหรัฐ
การตัดสินใจในครั้งนี้หมายความว่า ประธานาธิบดีโอบามา จะไม่ออกเดินทางในวันพรุ่งนี้เพื่อเยือน 4 ประเทศในเอเชียเป็นเวลานาน 1 สัปดาห์ตามกำหนดการเดิมที่วางไว้ หลังจากที่ในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ประธานาธิบดีโอบามา ได้ยกเลิกแผนการเดินทางเยือนมาเลเซียและฟิลิปปินส์ โดยเป็นผลจากความขัดแย้งด้านงบประมาณระหว่างทำเนียบขาวและสมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรส
"ท่านประธานาธิบดีได้ทำการตัดสินใจจากความยากลำบากในการเดินทางไปยังต่างประเทศขณะที่สหรัฐกำลังเผชิญกับการปิดหน่วยงานรัฐบาล และจากความมุ่งมั่นของท่านที่จะเรียกร้องให้พรรครีพับลิกันควรอนุมัติการลงมติในทันทีเพื่อให้หน่วยงานรัฐบาลเปิดดำเนินการได้อีกครั้ง" แถลงการณ์ของทำเนียบขาวระบุ
นอกจากนี้ แถลงการณ์ของทำเนียบขาวยังได้วิพากษ์วิจารณ์พรรครีพับลิกันอย่างรุนแรง โดยตำหนิว่าพรรครีพับลิกันเป็นสาเหตุที่ทำให้ประธานาธิบดีโอบามา ต้องเลื่อนการเดินทางไปยังต่างประเทศ
"การปิดหน่วยงานรัฐบาลส่งผลกระทบต่อความสามารถของเราที่จะสร้างงานผ่านทางการส่งเสริมการส่งออกของสหรัฐ และเพิ่มความเป็นผู้นำและเพิ่มผลประโยชน์ของสหรัฐในตลาดเกิดใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก" แถลงการณ์ระบุ
ธปท.เชื่อปัญหายุติใน 2 สัปดาห์
นายปฤษันต์ จันทน์หอม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองสหรัฐ ไม่น่าจะรุนแรงถึงขั้นที่ไม่สามารถเจรจาขอเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ จนนำไปสู่ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ได้ เพราะปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องทางการเมือง เชื่อว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะสามารถหาข้อสรุปเพื่อประโยชน์ของประเทศได้ โดยข้อยุติดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์นี้
ส่วนปัญหาการปิดทำการของหน่วยงานราชการ (Government Shutdown) ในบางส่วนนั้น นายปฤษันต์ มองว่า ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐมากนัก เนื่องจากหน่วยงานที่ถูกปิด ไม่มีหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบก็ไม่ได้สูงมากนัก อีกทั้งสถานการณ์ขณะนี้ยังเพิ่งเริ่มต้น จึงต้องรอดูท่าทีของสหรัฐฯ ไปอีกพัก ซึ่ง ธปท. เองก็ติดตามดูข้อมูลของสหรัฐอยู่เช่นกัน
โบรกฯเริ่มให้น้ำหนักการเมืองในประเทศ
บล.เอเซียพลัส วิเคราะห์ว่า ปัญหาการเมืองในประเทศ เริ่มมีน้ำหนักกดดันการลงทุนมากขึ้น ใกล้เคียงกับความกังวลสถานการณ์ในสหรัฐ ที่นอกจากจะเผชิญกับการหยุดหน่วยงานราชการโดยไม่มีกรอบเวลาแล้ว สหรัฐยังต้องเผชิญกับการเจรจาต่อรองขอขยายเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งใกล้จะวันที่กำหนดไว้คือ 17 ต.ค. นี้ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะกดดันความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโลกและไทย
หากพิจารณาดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนล่าสุดคือ เดือนก.ย. อยู่ที่ 77.9 ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 และเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 11 เดือน ถือว่าเป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจที่สำคัญต่อทิศทางการเติบโตของจีดีพี ในงวดไตรมาส 4 ปีนี้ว่า มีโอกาสชะลอตัวลงจากงวดช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และอาจจะชะลอตัวจากงวดไตรมาสก่อนหน้า ที่คาดว่าจีดีพีจะมีการเติบโตประมาณ 4.3%
ทั่วโลกหวั่นศก.เผชิญหายนะ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐและสถาบันการเงินทั่วโลกแสดงความวิตกเช่นเดียวกัน โดยปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ฉุดตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ตลาดหุ้น รวมทั้งส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น
การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐถือเป็นการลงทุนที่ปราศจากความเสี่ยงมาเป็นเวลานานแล้ว และถือเป็นพื้นฐานของระบบการเงินโลก โดยสินทรัพย์ทั่วโลกใช้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเป็นเกณฑ์อ้างอิงในการกำหนดมูลค่าของสินทรัพย์นั้น
นอกจากนี้ การผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐจะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่ตลาดหุ้นจะดิ่งลงอย่างรุนแรง โดยตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร่วงลงมาแล้วกว่า 2% นับตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย.
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐ ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และผู้นำธนาคารกลางทั้งในสหรัฐและต่างประเทศต่างออกมากล่าวเตือนในเรื่องนี้ โดยพุ่งเป้าไปยังสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐ
กระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่า "การผิดนัดชำระหนี้จะเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และอาจจะก่อให้เกิดหายนะครั้งใหญ่ และอาจส่งผลกระทบไปทั่วโลก"
ความล้มเหลวของสภาคองเกรสสหรัฐในการอนุมัติร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยงานรัฐบาล ส่งผลให้หน่วยงานรัฐบาลบางแห่งของสหรัฐต้องปิดทำการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นมา
คลังสหรัฐชี้เทียบเท่าวิกฤติถดถอยครั้งใหญ่
กระทรวงการคลังสหรัฐ ระบุว่า สหรัฐอาจประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1930 เป็นต้นมา ถ้าหากสภาคองเกรสไม่ปรับเพิ่มเพดานหนี้ของรัฐบาลสหรัฐจากระดับ 16.7 ล้านล้านดอลลาร์ ในเร็วๆ นี้
รัฐบาลสหรัฐใช้จ่ายเงินในระดับที่สูงกว่ารายได้ของตนเอง ดังนั้นถ้าหากไม่มีการเพิ่มเพดานหนี้ รัฐบาลก็จะไม่มีเงินเหลือพอที่จะนำมาชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้รวมถึงเงินบำเหน็จบำนาญและดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่เจ้าหนี้ในจีนซึ่งเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุดในโลก
นักวิเคราะห์หลายราย คาดการณ์ว่า กระทรวงการคลังจะให้ความสำคัญแก่การชำระเงินในบางรายการมากกว่ารายการอื่นๆ โดยอาจให้ความสำคัญกับการชำระหนี้พันธบัตรมากกว่าการชำระค่าใช้จ่ายอื่นๆ อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐกล่าวว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่ทางกระทรวงจะสามารถจัดลำดับความสำคัญในการชำระหนี้ ถึงแม้สมาชิกสภาคองเกรสพรรครีพับลิกันบางคนเสนอให้ทำเช่นนั้น
คาดเริ่มเบี้ยวหนี้วันแรก22ต.ค.
กระทรวงการคลังระบุว่า ถ้าหากสภาคองเกรสไม่เพิ่มเพดานหนี้ กระทรวงการคลังก็จะหมดโอกาสในการกู้เงินใหม่ภายในวันที่ 17 ต.ค. โดยในวันนั้นทางกระทรวงจะมีเงินสดเหลืออยู่เพียง 3 หมื่นล้านดอลลาร์ และเงินจำนวนนี้จะหมดไปภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์
นายแจ็ค ลูว์ รมว.คลังสหรัฐ กล่าวว่า "ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าผลกระทบจะอยู่ในระดับที่เลวร้ายเพียงใด ถ้าหากเราก้าวข้ามเส้นนั้นไป" นายลูว์ กล่าวย้ำจุดยืนของรัฐบาลสหรัฐที่ว่า รัฐบาลจะไม่เจรจาต่อรองกับพรรครีพับลิกันในเรื่องเพดานหนี้
นายลูว์ กล่าวว่า "เราไม่สามารถเผชิญกับคำขู่เรื่องการปิดหน่วยงานรัฐบาลหรือคำขู่เรื่องการไม่ชำระค่าใช้จ่ายของเราได้ตลอดเวลา" และกล่าวเสริมว่า "เราจำเป็นต้องเจรจาต่อรองกันอย่างจริงจังและประนีประนอมกันอย่างจริงจัง และเราจำเป็นต้องเลิกใช้วิธีการเอาชนะโดยการสร้างความเสี่ยงแบบนี้"
สำนักงานงบประมาณสภาคองเกรสคาดการณ์ว่า สหรัฐอาจจะเริ่มผิดนัดชำระหนี้ในบางรายการในระหว่างวันที่ 22-31 ต.ค. โดยสหรัฐมีกำหนดต้องชำระหนี้จำนวนมากในวันที่ 24 ต.ค.และ 31 ต.ค.
ผู้นำทางการเงินทั่วโลกกังวลว่า วิกฤติสหรัฐอาจสร้างความเสียหายต่อประเทศอื่นๆในยุโรป เอเชีย แอฟริกา และ ทวีปอเมริกา ขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวขึ้นอย่างไม่ต่อเนื่อง
ไอเอ็มเอฟเตือนกระทบศก.โลกรุนแรง
นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า "เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมากที่สุดที่จะต้องมีการแก้ไขปัญหานี้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะความล้มเหลวในการเพิ่มเพดานหนี้อาจสร้างความเสียหายร้ายแรงอย่างมากทั้งต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และต่อเศรษฐกิจของประเทศทั่วโลก"
ความกังวลเรื่องปัญหาทางการเมืองในสหรัฐมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมไอเอ็มเอฟรอบครึ่งปี ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ในสัปดาห์หน้า โดยจะมีรัฐมนตรีคลังและผู้นำธนาคาร กลางจากทั่วโลกมาเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้
นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เตือนว่า ความขัดแย้งทางการคลังของสหรัฐอาจทำลายเสถียรภาพของตลาดการเงินทั่วโลก ถ้าหากยังคงยืดเยื้อต่อไป
เจ้าหน้าที่เฟดชี้ไม่แน่นอนสูง
นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาซานฟรานซิสโก กล่าวว่า "ความไม่แน่นอนอยู่ในระดับสูงมาก และนักลงทุนก็กังวลเป็นอย่างมาก เรื่องนี้ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจในความ สามารถของรัฐบาลในการชี้นำประเทศ"
นายวิลเลียมส์กล่าวเตือนว่า ปัญหานี้อาจทำลายความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจสหรัฐและดอลลาร์ และเขากล่าวเสริมว่า "เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากที่ปัญหานี้อาจสร้างความเสียหายต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และต่อความไว้วางใจของทั่วโลกที่มีต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ"
ทางด้าน นายคริสเตียน นอยเยอร์ สมาชิกคณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กล่าวว่าไม่สามารถจินตนาการได้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะผิดนัดชำระหนี้
นายนอยเยอร์ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้จะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในสหรัฐ และจะเป็นความเสี่ยงที่ร้ายแรงมาก ถ้าหากเหตุการณ์นี้ดำเนินต่อไปเป็นเวลานานเกินไป นอกจากนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐมีความสำคัญมาก เศรษฐกิจโลกก็จะได้รับความเสี่ยงตามไปด้วย และก็ไม่กล้าจินตนาการว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นในอนาคต
ทางด้าน นายริชาร์ด ฟิชเชอร์ ประธานเฟด สาขาดัลลัส กล่าวว่า การผิดนัดชำระหนี้เป็นสิ่งที่ "ไม่อาจคาดคิดได้" และกล่าวเสริมว่า "โลกนี้หรือมุมมองของเราที่มีต่อโลกนี้ จะไม่มีวันเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป"





