"สม รังสี "ขู่คว่ำบาตรการประชุมสภาจนกว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบทุจริตเลือกตั้ง ย้ำไม่กระทบการเมือง"ฮุน เซน"
สถานการณ์ทางการเมืองของกัมพูชา ทวีความเข้มข้นเมื่อพรรคประชาชนกัมพูชา หรือ ซีพีพี ของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน สูญเสียที่นั่งไปมากในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา อีกทั้งคู่ปรับทางการเมืองยังมีปากเสียงมากขึ้น และประชาชนก็ออกมาประท้วงตามท้องถนน
ส.ส.จากพรรคกู้ชาติ หรือ ซีเอ็นอาร์พี ของนายสม รังสี ขู่คว่ำบาตรการประชุมสภาสมัยต่อไปที่จะเริ่มขึ้นในวันจันทร์หน้า จนกว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นตรวจสอบการทุจริตในการเลือกตั้ง แต่เหตุรุนแรงทางการเมืองก็แทบไม่สร้างรอยขีดข่วนทางการเมืองแก่สมเด็จฮุน เซน
ดูเหมือนสมเด็จฮุน เซน จะมีท่าทีอ่อนลงไปบ้าง หลังจากผู้มีสิทธิออกเสียงหลายล้านคนหันหลังให้พรรคซีพีพี อย่างไรก็ตาม ท่าทีที่สงบของผู้นำกัมพูชา สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในการผ่าทางตันทางการเมือง และการอยู่ในอำนาจต่อไป หลังจากบริหารประเทศมาเกือบ 3 ทศวรรษ
นายกรัฐมนตรีกัมพูชารายนี้ ขึ้นสู่อำนาจด้วยอายุเพียง 33 ปีเมื่อปี 2528 ปัจจุบันผู้นำกัมพูชามีสถานภาพพอๆ กับนายโรเบิร์ต มูกาเบ แห่งซิมบับเว และนายเนอร์ซัลตาน นาซาร์บาเยฟแห่งคาซักสถาน ที่บริหารประเทศมายาวนานหลายสิบปีพอกัน
อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งซึ่งที่นั่งของพรรคซีพีพีลดลงไปมาก อาจบีบให้ฮุน เซนต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบทั้งของพรรคและความเป็นผู้นำ
ทั้งนี้ ซีพีพีชนะเลือกตั้งด้วยจำนวน 68 ที่นั่ง ส่วนซีเอ็นอาร์พีได้ 55 ที่นั่ง จำนวนที่นั่งของซีพีพีนับเป็นเสียงข้างมากที่ลดลงอย่างหนัก และสะท้อนถึงความไม่พอใจการปกครองของสมเด็จฮุน เซน แม้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวสูงกว่าปีละ 7%
นายเลา มองเฮย์ นักวิชาการชื่อดัง กล่าวว่าสมเด็จฮุน เซนและพรรคซีพีพีต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และอย่างรวดเร็ว โดยต้องทำหน้าที่รับใช้ประชาชน ไม่ใช่เป็นเจ้านาย
สมเด็จฮุน เซน อ้างความสำเร็จในการนำพาประเทศขึ้นจากความวุ่นวายและความยากจน หลังจากการปกครองของเขมรแดงซึ่งผู้คนล้มตายไป 1.7 ล้านรายหรือประมาณ 1 ใน 3 ปัจจุบันสมเด็จฮุน เซน มีอายุ 61 ปีแล้วและประกาศจะอยู่ในอำนาจไปจนถึงอายุ 70 ปี
แต่ประเด็นที่ประชากรในวัยหนุ่มสาวผู้อายุไม่ถึง 30 ปี ซึ่งมีจำนวนประมาณ 70% จากทั้งหมด 14 ล้านคน ให้ความสำคัญในทุกวันนี้ คือเรื่องที่เป็นข้อวิตกเฉพาะหน้า รวมถึงการยึดครองที่ดิน ข้อพิพาทแรงงาน การว่างงาน และการทุจริต
การที่สมเด็จฮุน เซน ยอมเจรจากับฝ่ายค้าน ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่สร้างความประหลาดใจแก่หลายฝ่าย พิจารณาจากความไม่ใยดีกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและประวัติของการเป็นปฏิปักษ์กับนายสม รังสี โดยนายสม รังสีนั้น เคยเป็นรัฐมนตรีคลัง และบินลี้ภัยออกนอกประเทศไป 2 ครั้งเพื่อหลบหนีข้อหาอาชญากรรมที่กลุ่มฮิวแมนไรท์วอชท์ระบุว่ามีแรงจูงใจทางการเมือง
นายสม รังสีกล่าวว่าพรรคซีเอ็นอาร์พีถูกปล้นเสียงไป 2.3 ล้านเสียง แต่สมเด็จฮุน เซนปฏิเสธเสียงเรียกร้องให้มีการสอบสวนอิสระเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
นายคาร์ไล เธเยอร์ ผู้เชี่ยวชาญกัมพูชาแห่งมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวล์ในออสเตรเลีย ชี้ว่าหากสมเด็จฮุน เซน ยอมให้บุคคลภายนอกเข้ามาตรวจสอบในขั้นนี้ ก็เท่ากับยอมรับว่ามีการโกงเลือกตั้ง
เมื่อความหวังที่จะมีการตรวจสอบผลการเลือกตั้งริบหรี่ลง นายสม รังสี จึงต้องหันไปโน้มน้าวผู้คนให้สนับสนุนการรณรงค์แก้ไขระบบเลือกตั้ง ขณะที่พรรคซีเอ็นอาร์พีก็ต้องทำใจว่าจะต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านไปอีก 5 ปี
ในการประชุมนัดต่อไป หากพรรคซีเอ็นอาร์พียอมเข้าร่วมประชุม ก็ต้องดูว่าทางพรรคสามารถกดดันให้สมเด็จฮุน เซน อ่อนข้อได้มากน้อยแค่ไหน โดยพรรคซีเอ็นอาร์พีต้องการให้มีการปฏิรูปคณะกรรมการเลือกตั้ง อันเป็นองค์กรที่มีอดีตเจ้าหน้าที่ของซีพีพีไปทำงานอยู่ รวมถึงปฏิรูปสถานีโทรทัศน์เพื่อทะลายที่มั่นในสื่อของสมเด็จฮุน เซน





