5 ปีแล้วหลังจากเลแมนบราเดอร์ส ล้มละลาย ซึ่งปรากฎว่างานใหญ่ในการป้องกันภาคการเงินฉุดลากศก.สหรัฐทั้งระบบพังครืน ยังเป็นภารกิจที่ไม่เสร็จสิ้น
การปฏิรูป "ดอดด์-แฟรงก์" อันประกอบด้วยกฎระเบียบใหม่ 2,300 ข้อ ผ่านความเห็นชอบจากสภาเมื่อเดือนก.ค. 2553 หลังจากเพิ่งตระหนักกันอย่างดีว่าภาคการเงินที่ไร้การควบคุมนั้นสร้างหายนะต่อเศรษฐกิจมากมายแค่ไหน แต่การนำไปบังคับใช้ยังต้องอาศัยการตีความ ทั้งยังเผชิญกระแสต้านจากบรรดาธนาคารซึ่งยังไม่ค่อยยอมรับความผิด
บริษัทกฎหมายเดวิสพอล์กระบุในรายงานว่าช่วงปลายเดือนก.ย. มีกฎระเบียบของดอดด์-แฟรงก์เพียง 40% ที่ได้ข้อสรุปและรวมเข้าอยู่ในกฎหมาย
ในบรรดากฎระเบียบที่มีความคืบหน้านั้น รวมถึงข้อที่กำหนดให้ธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องอาศัยเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลในช่วงวิกฤติการเงินเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ต้องทำ "พินัยกรรม" ว่าจะเปลี่ยนสินทรัพย์ให้เป็นสภาพคล่องได้อย่างไร โดยให้มีความเสียหายน้อยที่สุด ในกรณีที่ธนาคารต่างๆ มีปัญหา
นอกจากนั้น ธนาคารต่างๆ ยังต้องดำเนินการตรวจสอบสถานภาพทางการเงินเป็นประจำทุกปี เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถรับมือวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ แม้วิกฤติครั้งใหม่อาจร้ายแรงกว่าที่ทำให้เลแมนล้มละลายไปเมื่อปี 2551 ก็ตาม
นอกจากนั้น ข้อกำหนดดังกล่าวยังบังคับใช้กับสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร อย่างบริษัทประกัน อเมริกัน อินเตอร์เนชันแนล กรุ๊ป (เอไอจี) ซึ่งต้องขอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐเช่นกัน
ข้อกำหนดดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบแล้ว โดยในการทดสอบสถานะเมื่อต้นปีนี้ มีธนาคารรายใหญ่แห่งเดียวจากทั้งหมด 18 แห่งที่ไม่ผ่านเกณฑ์ นั่นคือ อัลลาย ไฟแนนเชียล ซึ่งเป็นสถาบันแห่งหนึ่งที่ได้รับความช่วยเหลือ
ดอด-แฟรงก์ ยังกำหนดให้จัดตั้งสภาดูแลเสถียรภาพการเงิน ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐมนตรีคลัง และมีหน้าที่แยกแยะความเสี่ยงสำหรับระบบการเงินของประเทศ จากนั้นก็หาทางรับมือ
กระนั้น กฎระเบียบสำคัญข้อหนึ่งที่ยังไม่ลุล่วง และถูกต้านทานจากภาคธนาคาร คือ "กฎระเบียบโวลเกอร์" ที่บังคับให้ธนาคารต่างๆ ยุติกิจกรรมทางการเงินและกิจการการซื้อขายอื่นๆ ที่มุ่งทำกำไรเป็นการภายใน เพราะกิจกรรมเหล่านี้คือต้นเหตุของวิกฤติการเงินครั้งที่ผ่านมา
นายพอล โวลเกอร์ อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งถูกนำชื่อไปตั้งเป็นกฎระเบียบ กล่าวว่าการไม่สามารถผลักดันกฎระเบียบให้เสร็จสิ้นภายใน 3 ปี ถือเป็นเรื่องน่าขัน
ขณะที่รายงานข่าวระบุว่าแม้มีการจัดวางกฎระเบียบ แต่บรรดาธนาคารยักษ์ใหญ่ ที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะปล่อยให้ล้มได้เพราะจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจ กลับมีขนาดใหญ่ขึ้นด้วยซ้ำ โดยธนาคารรายใหญ่ที่สุด 10 แห่งมีสินทรัพย์ 10.97 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมิ.ย. 2555 เทียบกับ 7.81 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อปลายปี 2549
ความวิตกเกี่ยวกับธนาคารเหล่านี้ ได้รับการตอกย้ำ หลังจากเจพีมอร์แกน ซึ่งภาคภูมิใจมากที่ผ่านวิกฤติปี 2551 มาได้อย่างบอบช้ำน้อยที่สุด เปิดเผยว่าขาดทุนมหาศาลจากการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่สาขาในกรุงลอนดอนเมื่อปีที่แล้ว





