วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตัวเลขศก.สหรัฐสัปดาห์นี้ ชี้ชะตาเฟดลดคิวอี

ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่เตรียมประกาสออกมาในสัปดาห์นี้ ชี้ชะตาเฟดลดขนาดคิวอี 17-18 ก.ย.

นักวิเคราะห์กล่าวว่าตลาดหุ้นอาจจะปรับตัวรับตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวที่จะมีการเปิดเผยในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนส.ค. โดยตัวเลขเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยชีั้ขาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในระดับแข็งแกร่งมากพอที่จะเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดขนาดมาตรการเข้าซื้อตราสารหนี้ หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ในการประชุมประจำวันที่ 17-18 ก.ย. หรือไม่

เฟดดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 3 (คิวอี3) ในปัจจุบันด้วยการเข้าซื้อตราสารหนี้ในอัตรา 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน แต่ความกังวลเฟดจะปรับลดขนาด คิวอี3 ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงในเดือนส.ค.ในอัตราที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.2012 เป็นต้นมา

ดัชนี S&P 500 ปิดตลาดเดือนส.ค. ร่วงลง 3.1 % จากเดือนก.ค. ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.2012 ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดตลาดเดือนส.ค.ด้วยการปรับตัวลง 1 % จากเดือนก.ค. ขณะที่ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดตลาดเดือนส.ค.ด้วยการร่วงลง 4.4% จากเดือนก.ค.

นักลงทุนกังวลว่า เฟดอาจจะปรับลดขนาดคิวอี3 ลงถึงแม้เศรษฐกิจสหรัฐ ยังคงอยู่ในภาวะเปราะบาง โดยตัวเลขเศรษฐกิจในระยะนี้ไม่ได้บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตในระดับที่เท่ากับที่เฟดต้องการ

นายไมค์ โอ'รูค หัวหน้านักยุทธศาสตร์การลงทุนตลาดของบริษัทโจนส์ เทรดดิง กล่าวว่า "ตัวเลขเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้จะช่วยชี้ชัดลงไปว่าเฟดจะปรับลดขนาดคิวอี3 ในเดือนก.ย.หรือไม่"

นักวิเคราะห์กล่าวว่า ถ้าหากตัวเลขการจ้างงานอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งตัวเลขดังกล่าวก็จะสนับสนุนการคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับลดขนาดคิวอี3 ในการประชุมวันที่ 17-18 ก.ย. แต่ถ้าหากตัวเลขการจ้างงานอยู่ในระดับอ่อนแอ ตลาดก็จะคาดว่าเฟดจะตรึงขนาดคิวอี3 ต่อไป

นายโอ'รูคกล่าวว่า "คิวอี3 แทบไม่ได้ส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงในช่วงที่ผ่านมา แต่กลับมีอิทธิพลอย่างมากต่อตลาดการเงิน ซึ่งถ้าหากคิวอี3 ไม่ได้ส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงนอกเหนือไปจากการหนุนราคาสินทรัพย์ให้สูงขึ้น ก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใดในการเสี่ยงเพิ่มขนาดงบดุลของเฟดให้สูงขึ้นต่อไป"

การคาดการณ์เรื่องกำหนดเวลาในการปรับลดขนาดคิวอี3 ส่งผลให้มีแรงเทขายเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ และทำให้อัตราดอกเบี้ยจำนองพุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดรอบ 2 ปี โดยการพุ่งขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจำนองในฤดูร้อนปีนี้ส่งผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยชะลอการฟื้นตัว และนักวิเคราะห์ก็กำลังจับตาดูว่าการดีดตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจำนองจะส่งผลให้นายจ้างชะลอการจ้างงานใหม่หรือไม่

นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารดอยช์ แบงก์กล่าวว่า ถ้าหากตัวเลขการจ้างงานใหม่อยู่สูงกว่า 190,000 ตำแหน่ง และอัตราการว่างงานร่วงลงสู่ 7.3 % พวกเขาก็คาดว่าเฟดจะเริ่มต้นปรับลดขนาดคิวอี3

โดยนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ระบุว่า "ตัวเลขการจ้างงานเดือนส.ค. จำเป็นต้องอยู่ในระดับที่น่าผิดหวังเป็นอย่างมาก จึงจะสามารถทำให้เฟดไม่ทำตามตารางเวลาที่นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟด เคยนำเสนอไว้ในการแถลงข่าวหลังการประชุมเฟดเดือนมิ.ย."

ก่อนที่สหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานในวันศุกร์ที่ 6 ก.ย. ตลาดก็จะเผชิญกับตัวเลขเศรษฐกิจอีกหลายตัว ซึ่งรวมถึงตัวเลขยอดขายรถยนต์, กิจกรรมภาคโรงงาน และกิจกรรมภาคบริการในสหรัฐ

นักลงทุนกำลังจับตาดูสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างชาติตะวันตกกับซีเรีย โดยตลาดหุ้นทั่วโลกอาจได้รับแรงกดดันถ้าหากมีสัญญาณบ่งชี้ว่า สหรัฐและชาติพันธมิตรจะดำเนินการโจมตีทางทหารต่อรัฐบาลซีเรีย หลังจากมีการใช้อาวุธเคมีสังหารประชาชน

ในวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีบารัค โอบามาตัดสินใจที่จะขอนุมัติ สภาคองเกรสในการใช้กำลังทางทหาร โดยความเคลื่อนไหวนี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้การโจมตีซีเรียถูกเลื่อนกำหนดออกไปอย่างน้อยจนถึงวันที่สภาคองเกรสเปิดสมัยประชุมในวันที่ 9 ก.ย.

นายไมเคิล โยชิคามิ ซีอีโอของบริษัทเดสติเนชัน เวลธ์ แมเนจเมนท์ กล่าวว่า "ขณะนี้ยังไม่มีความแน่นอนในเรื่องที่ว่า จะมีการดำเนินมาตรการใดๆหรือไม่ แต่การเลื่อนเวลาออกไปจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนคลายความกังวลและมีเวลาประเมินสถานการณ์ต่างๆ"

นายโยชิคามิกล่าวว่า "มีความกังวลกันว่าสหรัฐจะดำเนินมาตรการทางทหารแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะการทำเช่นนั้นจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อราคาน้ำมัน และปัจจัยนี้จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจะเห็นในช่วงที่เศรษฐกิจยังคงเติบโตอย่างเชื่องช้า"

เทรดเดอร์คาดว่าจะยังไม่มีการโจมตีซีเรียในช่วงนี้ หลังจากรัฐสภาอังกฤษลงคะแนนเสียงคัดค้านการใช้กำลังทางทหาร แต่รัฐบาลฝรั่งเศส ระบุว่าทางรัฐบาลสนับสนุนการลงโทษรัฐบาลซีเรีย

นายไมค์ ดูเคอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์อเมริกาเหนือของบริษัทรัสเซล อินเวสท์เมนท์ กล่าวว่า ถึงแม้ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงเพราะปัญหาเรื่องซีเรีย "แต่เราก็ยังคงคาดการณ์ว่า ตลาดหุ้นจะไม่ดิ่งลง 10%"

นักวิเคราะห์ จากธนาคารเจพี มอร์แกน ไพรเวท แบงก์ กล่าวว่า "สิ่งที่แน่นอนก็คือว่า ในเดือนก.ย.นี้ตลาดจะต้องเผชิญกับตัวเลขเศรษฐกิจจำนวนมากและข่าวเหตุการณ์สำคัญจำนวนมาก"

"ในเดือนก.ย.นี้ตลาดจะเริ่มต้นหาจุดยืนที่มั่นคงของตนเอง โดยขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวที่ออกมา, นโยบายที่ชัดเจนของเฟด และนโยบายที่ชัดเจนในด้านตะวันออกกลาง" นายลียอนกล่าว

สถิติในอดีตอาจส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์แนวโน้มเดือนก.ย.ด้วย โดยปกติแล้วเดือนก.ย.เป็นเดือนที่ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงมากที่สุด โดยดัชนี S&P 500 ร่วงลงเฉลี่ย 0.6 % ในเดือนก.ย.ในช่วง 62 ปี ที่ผ่านมา แต่ดัชนีกลับพุ่งขึ้น 2.4 % ในเดือนก.ย. 2012