บรรดาบริษัทในอินเดีย อย่างเวิร์ลพูลแห่งอินเดีย กล่าวว่าไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้เกินกว่า 2-3 เดือน เพราะเงินรูปีที่ร่วงลงอย่างรวดเร็ว
นายฉันทนุ ดัสคุปตะ รองประธานกิจการฝ่ายธุรกิจและกลยุทธ์แห่งบริษัทเวิร์ลพูลอินเดีย ซึ่งเป็นสาขาของเวิร์ลพูล ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านรายใหญ่ที่สุดในโลก ระบุกำลังวางแผนล่วงหน้ากัน 1 เดือนหรืออย่างมากสุดก็ 3 เดือน แตกต่างจากปีก่อนที่วางแผนกัน 6 เดือน
ขณะที่นายเอช.เอส บาเทีย หัวหน้าฝ่ายธุรกิจของบริษัทวิดีโอคอน อินดัสตรีส์ ผู้ผลิตโทรทัศน์ ระบุว่าเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ออฟฟิศยังคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนเงินรูปีที่ 62 รูปีต่ดอลลาร์ แต่เมื่อวันศุกร์ (30 ส.ค.) เงินรูปีร่วงลงไปที่ระดับ 66 รูปี
การเทขายเงินรูปีสร้างความยากลำบากแก่วิดีโอคอน เพราะเงินรูปีที่อ่อนค่าทำให้สินค้าต่างๆ มีราคาสูงขึ้น อันจะทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้น ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ
วิดีโอคอนนำเข้าวัตถุดิบและกำลังวางแผนขึ้นราคาสินค้า 4-5% ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า นับเป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 2 ใน 2 เดือน
การร่วงลงของค่าเงินเกิดขึ้นในช่วงที่บรรดาบริษัทอุปโภคบริโภคของอินเดียมองไปข้างหน้าว่าจะทำยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงเทศกาลประจำปี ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เดือนก.ย. และเป็นเทศกาลของชาวฮินดู จากนั้นก็เป็นเทศกาลคริสต์มาส
การประมาณการภาครัฐระบุว่าการใช้จ่ายด้านบริโภคโดยรวมของอินเดีย ซึ่งรวมการใช้จ่ายภาคเอกชนและรัฐบาล เพิ่มขึ้น 3.3% ในไตรมาสแรกของปีนี้ จาก 9.3% ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่การใช้จ่ายด้านการบริโภคโดยรวมลดเหลือ 65.9% ในไตรมาส 4 ของปี 2555/56 จาก 72.1% ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณเดียวกัน
ผู้บริโภคอินเดียไม่เพียงลดการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ๆ อย่างตู้เย็น โทรทัศน์ หรือเสื้อผ้าราคาแพงเท่านั้น แต่ยังลดการใช้จ่ายในสินค้าประจำวัน อย่างสบู่ ซอสมะเขือเทศ และเครื่องสำอางด้วย
การสำรวจของหอการค้าและอุตสาหกรรมเมื่อเดือนมิ.ย. พบว่ารายจ่ายรายเดือนสำหรับชนชั้นกลางพุ่งขึ้น 15-20% ต่อเดือนตามเมืองใหญ่ๆ หลังจากการทรุดตัวของเงินรูปีดันให้ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและน้ำมันที่รับประทานได้ ปรับตัวสูงขึ้น
เอกสารของหอการค้าเมื่อเดือนส.ค. ระบุว่าแม้แต่ผู้บริโภคกระเป๋าหนักยังลดการใช้จ่าย เห็นได้จากโรงแรมระดับ 5 ดาวและภัตตาคารหรูๆ มียอดขายลดลง 20% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หลังจากราคาเครื่องปรุงอาหารและสุรานำเข้า ปรับตัวสูงขึ้น
ส่วนผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างแชมพูและสบู่ ซึ่งเป็นสินค้าที่ขายได้ตลอดแม้ในยามเศรษฐกิจตกสะเก็ด ก็กำลังรู้สึกถึงผลกระทบเช่นกัน โดยบริษัทฮินดูสถาน ยูนิลีเวอร์ ซึ่งเป็นผู้นำตลาด มีปริมาณยอดขายลดลงเป็นไตรมาสที่ 5 ติดกันในไตรมาสเดือนมิ.ย.
ด้านบริษัทโพรโวก อินเดีย ซึ่งเป็นผู้ค้าปลีกเสื้อผ้า ปิดสาขาไปหลายแห่งในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และกำลังเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังเพื่อขยายตัว โดยเน้นที่ร้านค้าซึ่งดำเนินงานแฟรนไชส์





