วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เงิน-หุ้น'ตลาดเกิดใหม่ฟื้น บราซิลขึ้นดบ.

ค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในรอบหลายปี หลังจากธนาคารกลางตั้งแต่บราซิลถึงอินเดียงัดมาตรการดอกเบี้ย-อัดฉีดดอลลาร์

ค่าเงินบาทปิดตลาดวานนี้ (29 ส.ค.) แข็งค่า ตามการฟื้นตัวของสกุลเงินภูมิภาค โดยนักลงทุนขายทำกำไรดอลลาร์ในระยะสั้น ขณะที่ผู้ส่งออกเริ่มขายดอลลาร์

ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ ปิดที่ 32.18/24 แข็งค่าจาก 32.20/22 ในช่วงเช้า ขณะที่ในตลาดต่างประเทศ (offshore) อยู่ที่ 32.18/20 แข็งค่าจาก 32.18/22 ช่วงเช้าเช่นกัน

นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า ค่าเงินในภูมิภาคฟื้นตัวหลังจากร่วงหนัก ขณะที่ตลาดหุ้นก็ปรับขึ้นเช่นกัน

ทั้งนี้ ค่าเงินในภูมิภาคได้รับแรงหนุนวานนี้ (29 ส.ค.) หลังค่าเงินรูปีแข็งค่าขึ้น และนำสกุลเงินของตลาดเกิดใหม่ในเอเชียแข็งค่า ขณะที่รูเปี๊ยะห์แข็งค่าขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี จากธนาคารกลางอินโดนีเซีย จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงิน

รูปี พุ่งขึ้นสู่ระดับ 67.5 ต่อดอลลาร์ หลังจากที่ธนาคารกลางอินเดีย ระบุว่าอัดฉีดดอลลาร์ให้แก่บริษัทน้ำมันโดยตรงผ่านวงเงินพิเศษ ซึ่งนับเป็นความพยายามล่าสุดที่จะพยุงค่าเงินรูปี หลังจากร่วงลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 68.8 ต่อดอลลาร์เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ซึ่งการแข็งค่าของรูปี ส่งผลให้ตลาดหุ้นอินเดียบวกกว่า 2%

ธนาคารกลางอินเดียประกาศว่าจะเปิดขายเงินดอลลาร์ให้บริษัทน้ำมันของรัฐโดยตรง นับเป็นความพยายามล่าสุดที่จะหนุนค่าเงินรูปีที่ร่วงหนักสุดเป็นประวัติการณ์

มาตรการใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ทันทีในการขายเงินดอลลาร์ให้กับบริษัทอินเดียนออยล์ บริษัทฮินดูสถานปิโตรเลียม และบริษัทภารัต ปิโตรเลียม จนกว่าจะมีการแจ้งเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางเคยออกมาตรการลักษณะเดียวกันเมื่อช่วงวิกฤติการเงินโลกในปี 2551 แม้หลายฝ่ายคาดว่าจะมีการนำมาตรการดังกล่าวกลับมาใช้อีกครั้ง หลังจากเดือนก่อนที่มีการแจ้งกับบริษัทน้ำมันให้ซื้อเงินดอลลาร์จากธนาคารเดียว

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นชุดมาตรการพิเศษของธนาคารกลาง เพื่อต่อสู้กับปัญหาค่าเงินรูปีที่ร่วงหนักกว่า 20% ในปีนี้ และถือเป็นค่าเงินที่อ่อนค่ามากที่สุดในบรรดาสกุลเงินเอเชีย

บริษัทของรัฐนับเป็นแหล่งที่มีความต้องการเงินดอลลาร์ในตลาดที่มากที่สุด โดยมีมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ ถึง 500 ล้านดอลลาร์ต่อวัน และการเปิดให้บริษัทเหล่านี้ซื้อเงินดอลลาร์ได้โดยตรง มีเป้าหมายที่การลดแรง กดดันต่อค่าเงินรูปี ซึ่งร่วงหนักถึง 3.7% สู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ที่ 68.85 เมื่อวันพุธ (28 ส.ค.) และเป็นการร่วงหนักสุด ภายใน 1 วัน ในรอบ 18 ปีของอินเดีย

บราซิลขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ-ฟื้นเชื่อมั่น

ธนาคารกลางบราซิล ขึ้นดอกเบี้ย 0.50% เป็น 9% อันเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 16 เดือน วานนี้ (29 ส.ค.) นับเป็นการเดินหน้าเข้มงวดทางการเงินเพื่อรับมือเงินเฟ้อและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนในบราซิล ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา

การเคลื่อนไหวดังกล่าวนับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 4 ของปีนี้ หลังจากเงินเรียลอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ในตลาดที่ผันผวนท่ามกลางการคาดหมายว่าธนาคารกลางสหรัฐจะเริ่มลดการเข้าซื้อพันธบัตร ทำให้นักลงทุนพากันถอนการลงทุนหรือสินทรัพย์ออกจากตลาดเกิดใหม่อย่างบราซิล รัสเซีย และอินเดีย

เมื่อเดือนก.ค. เงินเฟ้ออยู่ที่ 6.27% ซึ่งเกือบถึงเป้าหมายที่ทางการกำหนดไว้ที่ 6.5% ขณะที่มูลค่าของเงินเรียลบราซิลเทียบกับเงินดอลลาร์ลดลง 15% นับตั้งแต่เริ่มต้นปี 2556 และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทรุดลงไปถึง 2.45 เรียลต่อดอลลาร์ นับเป็นระดับต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนธ.ค. 2551

ธนาคารกลางบราซิลยังเปิดทางสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยอีกในอนาคตด้วย เพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อ แต่ยังช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วย

อินโดฯ ขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินไหลออก

ด้านธนาคารกลางอินโดนีเซีย ขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง 0.50% เป็น 7% และดอกเบี้ยกู้ยืมข้ามคืนเป็น 5.25% นับเป็นความพยายามครั้งล่าสุดในการปกป้องค่าเงินรูเปี๊ยะห์ ซึ่งเป็นสกุลเงินที่ร่วงลงมากเป็นอันดับ 2 ของเอเชียปีนี้ หรือร่วงลงไป 11.3%

นักวิเคราะห์กล่าวว่า การตัดสินใจของธนาคารกลางอินโดนีเซียเป็นการส่งสัญญาณว่าทางการยังรับมือสถานการณ์ได้ และพยายามบริหารเงินเฟ้อในประเทศ ทั้งยั้งเป็นการส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจอาจขยายตัวน้อยลง อันจะทำให้มีการนำเข้าไม่มากนัก ท้ายสุดคือการส่งสัญญาณถึงความพยายามเพิ่มสภาพคล่องดอลลาร์ในประเทศ

ทั้งนี้ รูเปี๊ยะห์ร่วงลงมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาค โดยดิ่งลง 11.8% จากต้นปี เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ขณะที่รูปีร่วงลงมากที่สุดในภูมิภาค โดยทรุดตัวลง 18.7%

คาดเฟดชะลอหั่นคิวอีเดือนหน้า

ก่อนหน้านี้ นักลงทุนส่วนใหญ่มั่นใจว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มต้นปรับลดขนาดวงเงินในมาตรการเข้าซื้อตราสารหนี้ หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ในเดือนหน้า แต่ขณะนี้เริ่มไม่มั่นใจเนื่องจากมีปัจจัยใหม่ที่อาจชะลอการตัดสินใจของเฟด

ปัจจัยแรก คือ การที่ชาติมหาอำนาจตะวันตก มีแนวโน้มที่จะใช้กำลังทางทหารโจมตีซีเรีย ซึ่งได้ส่งผลกระทบทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลง โดยตลาดเกิดใหม่เผชิญกับแรงเทขายอย่างรุนแรง และราคาน้ำมันพุ่งขึ้น สู่ระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน และปัจจัยที่สอง คือ ความเป็นไปได้ที่นักการเมืองสหรัฐ อาจจะไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการเพิ่มเพดานหนี้ของรัฐบาล

"ปัจจัยเหล่านี้ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มลดความเชื่อในเรื่องที่ว่าเฟดจะเริ่มต้นปรับลดขนาดคิวอีในการประชุมประจำวันที่ 17-18 ก.ย."

ชี้ตลาดเกิดใหม่ผันผวนสูงขึ้น

นักวิเคราะห์กล่าวว่า หาก เฟด เลื่อนเวลาในการปรับลดขนาดคิวอี ออกไป สิ่งนี้ก็จะช่วยหนุนตลาดเกิดใหม่เป็นการชั่วคราว แต่อาจส่งผลให้ความผันผวนเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมองว่าการปรับลดวงเงินในการเข้าซื้อตราสารหนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

หากตลาดเกิดใหม่พุ่งขึ้นในระยะสั้นๆ นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็นโอกาสในการเทขาย โดยประเทศที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษจากภาวะนี้ คือ ประเทศที่มียอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมาก หรือประเทศที่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศจำนวนมาก เพื่อหนุนงบรายจ่ายของประเทศ

หนึ่งในประเทศกลุ่มนี้ คือ อินเดีย โดยค่าเงินรูปีของอินเดียดิ่งลงเป็นประวัติการณ์เทียบดอลลาร์ และดัชนี Sensex ของตลาดหุ้นบอมเบย์ร่วงลงมาแล้ว 11% นับตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค.

นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า อุปสรรคที่ใหญ่ที่ขัดขวางการปรับลดขนาดคิวอี คือข้อเท็จจริงที่ว่า เศรษฐกิจสหรัฐ ยังไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเหมือนกับที่เฟดต้องการ และเพื่อเป็นการรับมือกับปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดนี้ เฟดมีแนวโน้มจะปรับลดขนาดคิวอีลงเพียง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์เท่านั้น ในขั้นตอนแรก

ฟิลิปปินส์เชื่อพื้นฐานแกร่งพอรับผันผวน

เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ไตรมาสสอง ขยายตัวแข็งแกร่งเทียบเท่ากับจีน โดยปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและการใช้จ่ายภายในประเทศ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากกระแสเงินทุนไหลออก

สำนักงานวางแผนเศรษฐกิจ แถลงว่า เมื่อเทียบเป็นรายปี เศรษฐกิจเติบโต 7.5% แต่น้อยกว่าตัวเลขที่ทบทวนแล้วในไตรมาสแรกที่ 7.7%

ขณะที่เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก เศรษฐกิจขยายตัว 1.4% ผลจากการบริโภคภายในประเทศ และการใช้จ่ายภาคสาธารณะ รวมถึงภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคก่อสร้างที่ล้วนช่วยหนุนการเติบโต

รัฐมนตรีวางแผนเศรษฐกิจสังคม แถลงว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวได้เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 6-7% ปีนี้ อีกทั้งปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งยังเปิดทางให้ฟิลิปปินส์ สามารถบริหารความเสี่ยงจากความปั่นป่วนในตลาดและความผันผวนในโลกได้ และในช่วง 4 ไตรมาสที่ผ่านมา เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ขยายตัวได้สูงกว่าระดับ 7% มาตลอด