เปิดรายงานเฟดเขย่า"ตลาดเงิน-หุ้น"ทั่วโลก แม้ยังไม่ชัดเจนแผนลดขนาดคิวอี
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานการประชุมในวันที่ 30-31 ก.ค. ซึ่งได้สร้างความปั่นป่วนในตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกอีกครั้ง แม้เฟดแทบไม่ได้ชี้ชัดเกี่ยวกับกำหนดเวลาที่จะปรับลดโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) แต่รายงานดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินทั่วโลก เนื่องจากนักลงทุน'ตีความ' มีความเป็นไปได้เฟดจะปรับลดคิวอีในเดือนก.ย. โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้]
รายงานดังกล่าวระบุว่ากรรมการในคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) เกือบทั้งหมดจาก 12 คนเห็นพ้องกันว่าการเปลี่ยนแปลงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังไม่เหมาะสมในขณะนี้
ขณะที่มีกรรมการเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องชะลออัตราการกระตุ้นเศรษฐกิจลงบางส่วน
เฟดดำเนินมาตรการคิวอี ด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในวงเงิน 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และซื้อหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (เอ็มบีเอส) ในวงเงิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์ในวงเงินรวมกัน 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ทุกเดือน เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ยังคงได้รับผลกระทบจากมาตรการตัดงบรายจ่ายของรัฐบาล และภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอในต่างประเทศ
ตลาดทั่วโลกกำลังรอดูว่าเมื่อใดเฟดจะเริ่มต้นปรับลดขนาดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 3 (คิวอี3) โดยนักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะเริ่มต้นปรับลดคิวอี 3 ในเดือนก.ย.
รายงานการประชุมเฟดดังกล่าวแทบไม่ได้ส่งสัญญาณบ่งชี้ถึงกำหนดเวลาในการปรับลดคิวอี 3 และไม่ได้ระบุถึงเดือนก.ย.อย่างเฉพาะเจาะจง
อย่างไรก็ดี รายงานการประชุมครั้งนี้ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณที่สวนทางกับการคาดการณ์ในเรื่องนี้เช่นกัน
รายงานการประชุมเฟดระบุว่า "กรรมการบางคนย้ำถึงความสำคัญในการใช้ความอดทน และการประเมินข้อมูลเศรษฐกิจเพิ่มเติมก่อนที่จะตัดสินใจปรับเปลี่ยนอัตราการเข้าซื้อสินทรัพย์"
"ในขณะเดียวกัน กรรมการบางคนก็ระบุถึงแผนรับมือกับสถานการณ์ที่คณะกรรมการเอฟโอเอ็มซีได้ระบุไว้ในเดือนก่อนหน้านี้ และเสนอแนะว่าในเร็วๆนี้อาจจะถึงเวลาสำหรับการชะลออัตราการเข้าซื้อสินทรัพย์ลงบ้างตามที่ระบุไว้ในแผนดังกล่าว"
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวพุ่งสูงขึ้น หลังจากเฟดเปิดเผยรายงานการประชุมดังกล่าว ในขณะที่ตลาดหุ้นแกว่งตัวผันผวนส่วนดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเยนและยูโร
ตลาดพันธบัตรเคยเผชิญกับแรงเทขายอย่างฉับพลันในเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากที่นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟด กล่าวว่า เฟดคาดว่าจะปรับลดขนาดวงเงินในมาตรการคิวอี3 ในช่วงต่อไปในปีนี้ และจะยุติคิวอี 3 ภายในช่วงกลางปีหน้า
สกุลเงินรูปีของอินเดียและรูเปี๊ยะห์ของอินโดนีเซียดิ่งลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่า การคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟดจะส่งผลให้ตลาดเกิดใหม่ประสบภาวะขาดแคลนเงินทุน
เฟดได้ดำเนินมาตรการแบบพิเศษในการส่งเสริมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ สหรัฐในช่วงที่ผ่านมา และเฟดต้องการที่จะเห็นเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน และเห็นตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้น ก่อนที่เฟดจะปรับลดขนาดคิวอี 3
ผู้กำหนดนโยบายให้สัญญาว่าจะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ใกล้ระดับ 0 % อย่างน้อยจนกว่าอัตราการว่างงานจะลดลงสู่ 6.5 % และตราบใดที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม โดยอัตราการว่างงานอยู่ที่ 7.4 % ในเดือนก.ค. เทียบกับระดับ 7.9 % ในเดือนต.ค. 2012
รายงานการประชุมเฟดระบุว่า ผู้กำหนดนโยบายตั้งข้อสังเกตว่าอัตราการว่างงานลดลงมามากแล้วนับตั้งแต่เฟดเริ่มต้นเข้าซื้อตราสารหนี้รอบล่าสุดในเดือนก.ย. 2555 อย่างไรก็ดี มีสัญญาณบางประการที่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้น "เพียงเล็กน้อย" เช่น การที่ชาวสหรัฐจำนวนมากเลิกหางานทำ
เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลงสู่ระดับใกล้ 0 % ในเดือนธ.ค. 2008 และได้เพิ่มขนาดงบดุลขึ้นกว่า 3 เท่า สู่ 3.6 ล้านล้านดอลลาร์ โดยผ่านทางการเข้าซื้อตราสารหนี้หลายรอบในช่วงที่ผ่านมา
รายงานการประชุมเฟดแสดงให้เห็นว่า ผู้กำหนดนโยบายบางคนเต็มใจที่จะพิจารณาปรับลดเกณฑ์อัตราการว่างงานลงจาก 6.5 % ถ้าหากมีการมองว่าเฟดจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากกว่าเดิม แต่บางคนกังวลว่าการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้ตลาดมองว่า เป้าหมายนี้เป็นเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของเกณฑ์อัตราการว่างงาน
เฟดไม่ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างเป็นทางการในการประชุมประจำวันที่ 30-31 ก.ค. โดยเฟดระบุในแถลงการณ์ในวันที่ 31 ก.ค.ว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังคงจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ
อัตราเงินเฟ้อที่ระดับต่ำในปีนี้อาจกระตุ้นให้เฟดดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป โดยผู้กำหนดนโยบายของเฟดตั้งข้อสังเกตว่า การที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ต่ำกว่าระดับเป้าหมายที่เฟดตั้งไว้ที่ 2 % อย่างต่อเนื่อง "อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ"
อย่างไรก็ดี ผู้กำหนดนโยบายยังคงคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อน่าจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต
ตัวเลขเศรษฐกิจในระยะนี้แสดงให้เห็นว่า อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ 2 % ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับแนวคิดข้างต้น
ยอดขายบ้านและยอดค้าปลีกของสหรัฐอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง เกินคาดในช่วงที่ผ่านมา ในขณะที่ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐอยู่ในระดับต่ำเกินคาด และมีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจเติบโตเร็วขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
ตลาดการเงินแกว่งตัวผันผวนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยได้รับแรงกดดันจากการคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะเริ่มต้นปรับลดขนาดคิวอี 3
ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภทอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นกว่า 1 % นับตั้งแต่เดือนพ.ค. โดยดีดตัวขึ้นจาก 1.6140 % ในวันที่ 1 พ.ค. สู่ 2.9194 % ซึ่งเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่ ปี 2554
การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในสินเชื่อจำนองและตลาดบ้าน และทำให้เจ้าหน้าที่เฟดบางรายตั้งข้อสังเกตว่า อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมที่พุ่งสูงขึ้นกำลังส่งผลเชิงลบต่อปริมาณการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค และต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม
ผู้กำหนดนโยบายบางราย "แสดงความเชื่อมั่นว่า การฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยจะรักษาระดับความแข็งแกร่งไว้ได้ถึงแม้เผชิญกับอัตรา ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น"





