ตัวเลขของรัฐบาลอินเดียที่ระบุว่าความยากจนลดลง 1 ใน 3 ตั้งแต่ปี 2547 จุดชนวนการถกเถียงระหว่างพรรคการเมืองหลักว่าตัวเลขดังกล่าวถูกต้องหรือไม่
และก่อให้เกิดวิวาทะระหว่างนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง 2 คนของโลกเกี่ยวกับการบังคับใช้นโยบาย
การถกเถียงลงลึกถึงประเด็นที่ว่าอินเดียควรใช้เส้นทางไหนในอนาคตอันใกล้ เมื่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้การลดความยากจนตกอยู่ในความเสี่ยง ในประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลกแห่งนี้
พรรคฝ่ายค้าน ภราติยะ ชนะตะ (บีเจพี) สนับสนุนการปฏิรูปที่มุ่งส่งเสริมการเติบโต อันรวมถึงการควบคุมการใช้จ่ายสาธารณะ ขณะที่พรรคคองเกรส ซึ่งเป็นรัฐบาล เชื่อว่าการให้เงินอุดหนุนและโครงการสวัสดิการสังคมมากมาย สามารถดึงคนหลายล้านขึ้นจากความยากจนได้
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองพรรคไม่ได้รับเสียงสนับสนุนมากนักในการสำรวจความเห็นก่อนถึงการเลือกตั้งทั่วไปเดือนพ.ค.ปีหน้า ดังนั้นทั้งสองพรรคจึงต้องแข่งขันกันอย่างหนักเพื่อดึงคะแนนเสียงจากคนจน
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมการวางแผนกล่าวว่าประชากร 138 ล้านคน หรือมากกว่าประชากรอังกฤษ สเปน และออสเตรเลียรวมถึง ได้หลุดพ้นจากความยากจนในช่วงปีงบประมาณ 2547/48 และ 2554/55 ซึ่งทำให้ตัวเลขคนจนอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 269 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 1,200 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม มีเสียงวิจารณ์ว่าตัวเลขดังกล่าวถูกทำให้ดูดี และตัวเลขคนจนที่ลดลงก็มีจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อย่างจีนหรืออินโดนีเซีย
นโยบายของพรรคคองเกรส ซึ่งรวมถึงการรับประกันการมีงานทำปีละ 100 วันและแผนการให้การอุดหนุนข้าวแก่ประชาชน 800 ล้านคน ถือเป็นนโยบายที่ต้องใช้เงินมาก โดยการขาดดุลงบประมาณของอินเดียก็อยู่ที่ประมาณ 5% ของจีดีพีอยู่แล้ว
นายอมาตยา เซน เจ้าของรางวัลโนเบล กล่าวถึงการลดความยากจนว่าถือเป็นความสำเร็จ แต่อาจไม่ใช่ระดับใหญ่หลวง เพราะเส้นความยากจนอยู่ในระดับต่ำ
เซน เป็นศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดและเป็นคนสนิทของนายกรัฐมนตรีมานโมฮัน ซิงห์ เขาถูกมองว่ามีอิทธิพลอย่างมากต่อแผนการเกี่ยวกับเรื่องงานและอาหารของพรรคคอมเกรส
ศาสตราจารย์จักดิช บักวาตี แห่งภาควิชาเศรษฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าวว่าเซนทำหน้าที่เหมือนคอยแก้ต่างให้พรรคคองเกรสและแผนการใช้จ่ายด้านสวัสดิการของพรรค แทนที่จะผลักดันการปฏิรูป
นายบักวาตีระบุในคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ว่าเซนไม่เพียงผิดพลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายแท้จริงต่อนโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลผสมพรรคคองเกรสและพรรคสหพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้ากำลังจะทำร้ายเศรษฐกิจและคนจน เพราะการปฏิรูประยะแรกที่เกือบเป็นอัมพาตหมายความถึงการเติบโตของรายได้ที่ลดลงด้วย และทำให้เป็นการยากที่จะหาเงินไปอุดหนุนการปฏิรูประยะต่อไปในด้านสาธารณสุข การศึกษา และการขยายบริการสาธารณะสำหรับคนยากจน
ทั้งนายเซน นายบักวาตี และนายกรัฐมนตรีซิงห์ ล้วนสำเร็จการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ของอังกฤษ
นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากระบุว่ารัฐบาลภายใต้การนำของพรรคคองเกรส ชะลอการตัดสินใจเปิดกว้างภาคประกันและบำนาญสำหรับการลงทุนต่างชาติ รวมถึงการปฏิรูปภาษีและอื่นๆ ออกไป ขณะที่พรรคบีเจพีกล่าวว่าตัวเลขคนจนที่ลดลงของคณะกรรมการวางแผน เป็นตัวเลขลวง เพื่อให้พรรคคองเกรสชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง





