ความแตกต่างเรื่องการปกครองและระบบทุนนิยมในเกาหลีใต้ ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการให้เกิดการรวมชาติ
หกสิบปีหลังจากหมดยุคสงคราม ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายล้านคน และทำให้คาบสมุทรเกาหลีที่เคยเป็นหนึ่งเดียวกัน ต้องแตกแยกออกเป็นการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ในเกาหลีเหนือ และทุนนิยมในเกาหลีใต้ ความฝันของชาวเกาหลีใต้ ที่จะได้เห็นเกาหลีกลับมารวมตัวอันอีกครั้ง กลับเลือนรางไปเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
แม้ในทางการนั้น เรื่องของการรวมชาติเกาหลี ยังคงเป็นสิ่งที่ทั้ง 2 เกาหลีให้ความสนใจอยู่ แต่ชาวเกาหลีใต้จำนวนหนึ่งเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับคำขู่ที่ออกมาเป็นประจำจากฝั่งเปียงยาง ทั้งยังเกิดความวิตกถึงความเป็นไปได้ที่จะต้องใช้เงินทุนจำนวนมหาศาล สำหรับการทำให้ 2 ประเทศกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน
การเปลี่ยนยุคยังเข้ามามีบทบาทสำคัญสำหรับเรื่องดังกล่าว เพราะชาวเกาหลีที่สูงวัย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังจำได้ถึงสมัยที่ไม่มีการแบ่งแยกกันนั้น เริ่มล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ ขณะที่คนรุ่นใหม่ๆ ต่างก็ไม่ค่อยให้ความสนใจกับการกลับไปรวมตัวกับสมาชิกครอบครัว ที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย
ที่ผ่านมา แม้ฝั่งกรุงโซล จะแสดงให้เห็นถึงความอดทนอดกลั้นอย่างน่าประหลาดใจ กับความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในคาบสมุทรเกาหลี จากการที่เกาหลีเหนือออกมาแสดงท่าทีคุกคามบ่อยครั้งขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึง เหตุยิงปืนเข้าใส่เกาะชายแดน ที่ทำให้ชาวเกาหลีใต้เสียชีวิต 4 รายเมื่อปี 2553 และคำขู่ล่าสุดเกี่ยวกับการใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีเกาหลีใต้ กับสหรัฐ แต่ความรู้สึกเกี่ยวกับการรวมชาติก็ร่วงลงไปอยู่ในระดับตกต่ำแบบที่ไม่เคยเห็นมาหลายสิบปีแล้ว
นักศึกษารายหนึ่งในกรุงโซล บอกว่า เกาหลีใต้ควรจะยินดีที่ได้แยกจากอีกฝ่ายหนึ่งตลอดไป เพราะเขาไม่อยากจะไปอยู่รวมกับเกาหลีเหนือ ที่ทำตัวเหมือนแก๊งอันธพาล และต่อให้มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการรวมชาติขึ้นจริง ก็อยากให้เกิดขึ้นหลังจากที่เขาลาโลกไปแล้ว โดยความกังวลของเขาในเรื่องนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ที่เรื่อง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และความวุ่นวายทางสังคมที่อาจเกิดขึ้นจากเรื่องนี้
นักศึกษารายนี้ ไม่ได้เป็นคนเดียวที่คิดแบบนี้ โดยผลสำรวจความเห็นกลุ่มเด็กวัยรุ่นเกาหลีใต้เมื่อปี 2553 แสดงให้เห็นว่า 57% ของผู้ตอบแบบสอบถาม แสดงความสนใจในเรื่องการรวมชาติ ลดลงอย่างมากจากระดับ 71% ในปี 2540
ผลสำรวจอีกสำนักหนึ่ง ยังตอกย้ำถึงข้อเท็จจริงนี้ ด้วยจำนวนชาวเกาหลีใต้ที่สนับสนุนการรวมชาติเพียง 25% เท่านั้น ส่วนอีก 65% บอกว่าจะสนับสนุน หากสามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดค่าใช้จ่ายทมหาศาล และความวุ่นวายทางสังคม ส่วนอีก 10% ค้านเสียงแข็งในเรื่องดังกล่าว





