เป็นเวลาหลายทศวรรษที่การเติบโตอันพุ่งลิ่วของจีน อาศัยแรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุน
จนทำให้จีนกลายเป็น "โรงงาน" ของโลก และฉุดชาวจีนหลายล้านขึ้นจากความยากจน ขณะที่เศรษฐกิจจีนก็มีขนาดใหญ่ขึ้นจนเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่รูปแบบการเติบโตนี้ไม่ยั่งยืนและบรรดาผู้นำของจีนก็ตระหนักดี จึงมีแผนที่จะสร้างสมดุลให้แก่เศรษฐกิจ
วิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งล่าสุดเป็นหลักฐานอันชัดเจนว่าเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกของจีน เปราะบางต่อความต้องการที่ลดลงในโลก ส่วนการพึ่งพาการลงทุนก็ก่อให้เกิดการบิดเบือนและความไม่สมดุลต่อเศรษฐกิจจีนเอง เพราะการทุ่มลงทุนในช่วงที่ผ่านมาทำให้อุตสาหกรรมจำนวนมีศักยภาพการผลิตล้นเกินในปัจจุบัน
แผนพัฒนาระยะ 5 ปีฉบับที่ 12 ซึ่งกินเวลาตั้งแต่ปี 2554-2558 เป็นพิมพ์เขียวทางยุทธศาสตร์ในการสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ
ในการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งจัดขึ้นทุก 5 ปีเมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว ประธานคณะกรรมการวางแผนและปฏิรูปแห่งชาติได้กล่าวชัดเจนถึงเป้าหมายในการหันเหเศรษฐกิจ จากการพึ่งพาการลงทุนและการส่งออก ไปสู่รูปแบบที่ยั่งยืนมากขึ้นของการเน้นที่การใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศ พร้อมชี้ว่าข้อมูลทางเศรษฐกิจที่รายงานออกมาจำนวนหนึ่ง สะท้อนว่าการสร้างสมดุลกำลังดำเนินอยู่
รัฐบาลจีนตั้งเป้าเพิ่มภาคบริการ ให้มีสัดส่วนเกือบ 50% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งเป็นระดับเดียวกับประเทศอื่นที่มีการพัฒนาในระดับใกล้เคียงกัน ผลลัพธ์เบื้องต้นในช่วง 3 เดือนแรกก็สะท้อนว่าภาคบริการมีสัดส่วนมากที่สุดในเศรษฐกิจ ไม่ใช่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตเหมือนเมื่อก่อน
สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนรายงานว่าภาคบริการมีสัดส่วน 47.8% ของจีดีพี แซงหน้าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วน 45.9% เป็นครั้งแรก
ความพยายามลดการพึ่งพาการลงทุนที่ได้แรงหนุนจากเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ยังเห็นได้จากการที่รัฐบาลกรุงปักกิ่งประกาศลดการปล่อยสินเชื่อ เพื่อบีบให้อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการผลิตล้นเกิน ผนวกกิจการกัน
การเคลื่อนไหวของภาคธนาคารยังออกมาในรูปของการที่ธนาคารกลางประกาศยกเลิกการควบคุมอัตราดอกเบี้ย อันเป็นส่วนหนึ่งของลดต้นทุนทางการเงินแก่ธุรกิจต่างๆ และสนับสนุนการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะยาว
การเคลื่อนไหวนี้นับเป็นก้าวสำคัญก้าวแรกสำหรับการเปิดตลาดทุนและการส่งเสริมการเติบโตที่ได้แรงหนุนจากการบริโภคในประเทศ ซึ่งในการเคลื่อนไหวดังกล่าวจีนต้องสูบฟองสบู่ด้านอสังหาริมทรัพย์ออกเพราะหลายทศวรรษที่ผ่านมาการปล่อยกู้ด้านนี้ทำให้เกิดการบิดเบือนด้านการจัดสรรเงินทุน นอกจากนั้น จีนยังต้องขจัดอิทธิพลทางการเมืองออกจากภาคธนาคาร ซึ่งการปฏิรูปสองอย่างนี้ต้องอาศัยการปล่อยเสรีอัตราดอกเบี้ย
ขณะเดียวกัน ในทางทฤษฎี การปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยถูกกำหนดโดยตลาด ก็น่าจะทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายออกจากรัฐวิสาหกิจ ไปสู่บริษัทขนาดกลางและเล็กซึ่งขาดแคลนเงินทุน
นับแต่ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว และขึ้นเป็นประธานาธิบดีเมื่อเดือนมี.ค. นายสี จิ้นผิง ให้ความสำคัญน้อยลงกับกลไกขับดันการเติบโตในรูปของการส่งออกและการลงทุน แต่ให้ความสำคัญมากขึ้นกับการใช้จ่ายของผู้บริโภค
ประธานาธิบดีสี และนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ได้ส่งสัญญาณว่าพักหนึ่งแล้วว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วที่ดำเนินมาตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ต้องปรับลดลงบ้าง ซึ่งการออกกฎลดการปล่อยสินเชื่อของภาคธนาคาร เป็นหลักฐานหนึ่งที่สะท้อนว่าผู้นำจีนมุงมั่นจะเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ แม้ในระยะหลังจีดีพีชะลอตัวอย่างมากก็ตาม





