ผลสำรวจระบุ ครัวเรือนสิงคโปร์มีหนี้ที่เกิดจากอสังหาริมทรัพย์มากสุดในเอเชีย
ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ระบุในรายงานที่ออกมาในสัปดาห์นี้ว่า เมื่อปีที่แล้ว ครัวเรือนสิงคโปร์มีการกู้ยืมคิดเป็นสัดส่วน 151% ของรายได้รายปี มากเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากมาเลเซีย ที่มีหนี้ครัวเรือนสูงถึง 182% ของรายได้
หนี้ครัวเรือนในระดับสูงของสิงคโปร์ ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่เกิดจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์ คิดเป็นสัดส่วน 11% ของรายได้ครัวเรือน แตะระดับสูงสุดของภูมิภาค
อย่างไรก็ดี แม้จะมีหนี้ในระดับสูง แต่ครัวเรือนสิงคโปร์ก็มีอัตราการออมในระดับสูงเช่นเดียวกัน ทำให้ระดับหนี้ที่เกิดขึ้น ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการออม และไม่มีความน่าวิตกในเรื่องการผิดนัดชำระหนี้แต่อย่างใด
แม้ในปัจจุบันสิงคโปร์ จะมีความได้เปรียบจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ค่อนข้างต่ำ แต่สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด เตือนว่า แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น อาจทำให้เจ้าของสินเชื่อบ้านหลายรายประสบความยากลำบากในการจ่ายหนี้ที่มีสูงเกินไป แม้ภาระหนี้ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ก็ตาม
ข้อมูลจากสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ยังแสดงให้เห็นว่า สัดส่วนการก่อหนี้ของครัวเรือนสิงคโปร์ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับแต่ปี 2551 เป็นต้นมา แต่ยอดรวมการชำระหนี้ ยังคิดเป็นสัดส่วนเพียง 13% ของรายได้ครัวเรือนเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าในมาเลเซีย เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย แต่สูงกว่า ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย อินเดีย จีน และไต้หวัน ที่มีสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ราว 2-7 % เท่านั้น
รายงานยังเน้นให้เห็นถึงอันตรายจากปริมาณหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยชี้ว่า แม้ระหว่างปี 2543-2555 หนี้เคหะในสิงคโปร์ จะมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย 12.1% ต่อปี แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา สัดส่วนการก่อหนี้กลับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 15.8% ต่อปี ซึ่งหากเศรษฐกิจชะลอตัว และการว่างงานสูงขึ้น ก็อาจทำให้คนที่มีหนี้สูง และสูญเสียงาน ประสบปัญหาในการจ่ายหนี้เหล่านี้





