สัญญาณจากเจ้าหน้าที่เฟด จับตาลดคิวอีเดือนก.ย. มีความชัดเจนมากขึ้น
นายเจเรมี สไตน์ ผู้ว่าการคนหนึ่งของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า เดือนก.ย. อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับเฟดในการพิจารณาปรับลดวงเงินในการเข้าซื้อตราสารหนี้ตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ซึ่งเฟดจำเป็นต้องพิจารณาความคืบหน้าทางเศรษฐกิจในระยะยาว แทนที่จะมุ่งความสนใจไปที่ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดเพียงช่วงเดียว
การแถลงของนายสไตน์ได้รับความสนใจจากนักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุน ในขณะที่นายสไตน์ยกตัวอย่างของการปรับตัวในทางที่ดีของตลาดแรงงานสหรัฐนับตั้งแต่เฟดเริ่มดำเนินมาตรการคิวอี3 นับตั้งแต่ปลายเดือนก.ย. 2555
การแถลงของนายสไตน์และของนายเจฟฟรีย์ แลคเกอร์ ประธานเฟด สาขาริชมอนด์ สอดคล้องกับถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดคนอื่นในช่วงต้นสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นความเห็นเพื่อคลายความกังวลในตลาดที่มีต่อการปรับลดขนาดคิวอี
อย่างไรก็ดี นายสไตน์และนายแลคเกอร์แสดงความเห็นที่ชัดเจนกว่าเจ้าหน้าที่เฟดคนอื่นในประเด็นที่ว่า เฟดอาจจะปรับลดขนาดคิวอีเมื่อใด
ก่อนหน้านี้ มีสัญญาณจากเจ้าหน้าที่เฟดมีความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ในขณะที่นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโก ยกเลิกความเห็นเดิมที่ว่าเฟดอาจจะยุติการเข้าซื้อตราสารหนี้ก่อนสิ้นปีนี้ โดยนายวิลเลียมส์กล่าวว่า "ยังเร็วเกินไปที่จะปรับลดขนาดโครงการในช่วงนี้"
ปัจจุบัน เฟดเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (MBS) ในอัตรา 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน โดยมาตรการนี้ช่วยอัดฉีดสภาพคล่องจำนวนมากเข้าสู่ตลาด การเงิน และช่วยหนุนราคาสินทรัพย์ทั้งราคาหุ้นและพันธบัตรในช่วงที่ผ่านมา
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภทอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นในวันศุกร์ หลังจากนายสไตน์แสดงความเห็นดังกล่าว โดยก่อนหน้านั้น อัตราผลตอบแทนทรงตัวในช่วงเช้า
ทั้งนี้ ตลาดการเงินร่วงหนักในช่วงหลายวันก่อนหน้านี้ หลังจากนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟด กล่าวในวันที่ 19 มิ.ย. ว่า เฟดอาจจะปรับลดขนาดคิวอีในช่วงต่อไปในปีนี้ และอาจจะยุติคิวอีในกลางปีหน้า ตราบใดที่เศรษฐกิจสหรัฐประสบความคืบหน้าตามความคาดหมาย โดยคาดว่าอัตราการว่างงานมีแนวโน้มร่วงลงสู่ระดับราว 7% ในช่วงกลางปีหน้า
อย่างไรก็ดี การแถลงของนายสไตน์ในวันศุกร์ทำให้เทรดเดอร์มุ่งความสนใจไปยังการประชุมกำหนดนโยบายของเฟดในวันที่ 17-18 ก.ย. ถึงแม้เฟดจะจัดการประชุมก่อนหน้านั้นในวันที่ 30-31 ก.ค.
นายสไตน์ ซึ่งเป็นสมาชิกผู้มีสิทธิออกเสียงในคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) กล่าวว่า "วิธีการที่ดีที่สุดสำหรับเอฟโอเอ็มซี คือ การแสดงออกอย่างชัดเจนว่า ในการตัดสินใจในเดือนก.ย. นี้ เอฟโอเอ็มซีจะให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกแก่ข่าวจำนวนมากที่ออกมานับตั้งแต่เฟดเริ่มต้นคิวอี 3 และจะไม่ให้ความสำคัญมากเกินไปกับตัวเลขเศรษฐกิจใดๆ ก็ตามที่ออกมาในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการประชุมในเดือนก.ย."
นายสไตน์ กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงต้นเดือนก.ย. "จะยังคงมีความสำคัญต่อการตัดสินใจในอนาคต" ถึงแม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะไม่ใช่ตัวเลขที่มีบทบาทสำคัญที่สุดต่อการตัดสินใจกำหนดนโยบายในเดือนก.ย.
"ถ้าหากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาอยู่ในภาวะเลวร้ายและได้รับการยืนยันจากข่าวร้ายเพิ่มเติมในเดือนต.ค. และเดือนพ.ย. สิ่งนี้ก็จะบ่งชี้ว่า การบรรลุเป้าหมายอัตราการว่างงานที่ 7 % อาจจะล่าช้าออกไป และจะมีการขยายส่วนที่เหลือของโครงการนี้ออกไปตามภาวะนั้น"
ถ้อยแถลงของนายสไตน์ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อการคาดการณ์ในตลาด โดยนายไมเคิล เฟโรลี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐของ เจพี มอร์แกน กล่าวว่า "ถ้อยแถลงของนายสไตน์ไม่ใช่สิ่งที่จะมองข้ามได้ โดยง่าย และคำกล่าวของเขาบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่สมาชิกเอฟโอเอ็มซี บางคน อาจจะตัดสินใจเลือกเดือนก.ย.ไปแล้ว"
อัตราการว่างงานในสหรัฐ อยู่ที่ 7.6% ในเดือนพ.ค. ซึ่งนายสไตน์ ตั้งข้อสังเกตว่า อัตราการว่างงานเคยอยู่ที่ 8.1% เมื่อเฟดเปิดโครงการเข้าซื้อตราสารหนี้ในปี 2012 และเขากล่าวว่าตัวเลขการจ้างงานใหม่ ในแต่ละเดือนพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
นายสไตน์ กล่าวว่า เฟดสามารถระบุเจาะจงมากกว่านี้เกี่ยวกับแผนการดำเนินคิวอี 3 เมื่อใดก็ตามที่เฟดใกล้จะบรรลุเป้าหมาย และกล่าวอีกว่าตารางเวลาที่นายเบอร์นันเก้ระบุออกมานั้น แสดงให้เห็นถึง "เต็มใจมากยิ่งขึ้นที่จะพูดถึงสิ่งที่เอฟโอเอ็มซี กำลังแสวงหา"
อย่างไรก็ดี นายสไตน์กล่าวย้ำว่า การปรับลดคิวอี 3 ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจเป็นสำคัญ และกล่าวว่าสิ่งนี้ ไม่ได้เป็นสัญญาณว่ามีการปรับเปลี่ยนนโยบาย แต่เป็นเพียงการสร้างความกระจ่างให้แก่นักลงทุน
นายสไตน์เคยสร้างความประหลาดใจต่อตลาดในเดือนก.พ. เมื่อเขากล่าวเตือนว่า มีสัญญาณบ่งชี้ว่ามาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์จำนวนมากกำลังส่งเสริมภาวะฟองสบู่ในราคาจังค์บอนด์และตลาดอื่นๆ
อย่างไรก็ดี นายสไตน์กล่าวในวันศุกร์ว่า ถึงแม้เสถียรภาพทางการเงินควรมีบทบาทต่อการตัดสินใจกำหนดนโยบายการเงิน แต่ผลประโยชน์ของคิวอี3 ก็บดบังต้นทุนของคิวอี3 ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงิน
ทางด้านนายแลคเกอร์มุ่งความสนใจไปที่การประชุมเฟดในเดือนก.ย. เช่นกัน โดยกล่าวว่าการประชุมเฟดในเดือนก.ย. "เป็นตัวเลือกอันหนึ่ง"
นายแลคเกอร์ เป็นหนึ่งในสมาชิกสายเหยี่ยวของเฟด และเคยกล่าววิจารณ์คิวอี 3 มาโดยตลอด โดยกล่าวว่า เป็นสิ่งที่ฉลาดที่นายเบอร์นันเก้ชี้แจงความเห็นของเฟดที่มีต่อการเข้าซื้อตราสารหนี้ในอนาคต แต่นายแลคเกอร์กล่าวย้ำว่า นโยบายการเงินของเฟดจะยังคงเป็นนโยบายแบบผ่อนคลาย ในขณะที่เฟดชะลอ "อัตราการกระตุ้นเศรษฐกิจ" อย่างไรก็ดี นายแลคเกอร์ไม่มีสิทธิออกเสียงในเอฟโอเอ็มซี ในปีนี้
ทางด้านนายวิลเลียมส์ ซึ่งเป็นสมาชิกผู้มีสิทธิออกเสียงในเอฟโอเอ็มซีในปีนี้ ไม่ได้ระบุถึงช่วงเวลาที่ต้องการให้เฟดปรับลดคิวอี โดยกล่าวเพียงว่าการปรับลดคิวอีจะเป็นสิ่งที่เหมาะสม "ในจุดใดจุดหนึ่งในอนาคต" และกล่าวอีกว่าถ้าหากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ต่ำกว่าที่คาด สิ่งนี้ก็อาจบ่งชี้ถึงความจำเป็นในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ลดลง
นายวิลเลียมส์ กล่าวว่า การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในระยะนี้เป็นความเคลื่อนไหว "ที่เป็นประโยชน์ต่อตลาด" เพราะสิ่งนี้บ่งชี้ว่า ตลาดไม่ได้คาดการณ์อีกต่อไปว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำตลอดไป
นายวิลเลียมส์ กล่าวว่า การดีดตัวขึ้นอย่างฉับพลันของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรบ่งชี้ว่า นักลงทุนบางรายเคยชะล่าใจมากเกินไปในช่วงก่อนหน้านี้ ในเรื่องอัตราผลตอบแทนที่ระดับต่ำ และแสดงให้เห็นว่าเคยเกิดภาวะฟองสบู่ ในบางส่วนของตลาดการเงินในช่วงก่อนหน้านี้
นายวิลเลียมส์ กล่าวว่า "การขจัดภาวะฟองสบู่บางส่วนออกไปจากตลาด ถือเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตลาด"





