แผนการค่อยๆ ยุติการพิมพ์เงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทำให้ตลาดเงินปั่นป่วน เพราะที่ผ่านมาเฟดอัดฉีดเงินเดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์เข้าสู่ศก.
แต่ล่าสุดบอกจะชะลอการอัดฉีดในอัตราดังกล่าวและอาจยุติลงกลางปีหน้า สิ่งที่สร้างความกังวลแก่นักลงทุนคือไม่มีตำราเล่มไหนเขียนไว้เกี่ยวกับการยุติมาตรการมโหฬารดังกล่าว
ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ธนาคารกลางอังกฤษ ซึ่งนายมาร์ก คาร์นีย์จะขึ้นเป็นผู้ว่าการ รวมถึงธนาคารอีกหลายแห่งของโลกจะประชุมนโยบายการเงิน โดยในกรณีของอีซีบีนั้นคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ 0.5% ไปตลอดปีนี้ สิ่งที่อีซีบีน่าจะวิตกมากที่สุดคือการที่ธนาคารต่างๆ ลังเลที่จะปล่อยกู้ให้แก่สมาชิกยูโรโซนที่เศรษฐกิจอ่อนแอ และต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้นของประเทศเหล่านี้หลังจากเฟดแสดงท่าทีจะเริ่มชะลอการเข้าซื้อพันธบัตร
ส่วนธนาคารกลางอังกฤษนั้น จะจัดการประชุมนโยบายวันพฤหัสบดี (4 ก.ค.) ซึ่งนายมาร์ค คาร์นีย์ อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดา จะเปิดตัวครั้งแรกในฐานะผู้ว่าการธนาคารอังกฤษ
ที่ผ่านมา ธนาคารกลางอังกฤษพิมพ์เงิน 375,000 ล้านปอนด์เพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาล นักเศรษฐศาสตร์คาดว่ามีโอกาส 40% ที่จะมีการพิมพ์เงินปอนด์ออกมามากขึ้นก่อนสิ้นปีนี้ และไม่มีเครื่องบ่งชี้ว่าธนาคารกลางอังกฤษจะเริ่มชะลอนโยบายกระตุ้น หรือขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตอันใกล้ โดยคาดว่าดอกเบี้ยจะอยู่ที่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ไปจนถึงปี 2558
กรณีของญี่ปุ่นนั้น สร้างความตื่นตะลึงแก่ตลาดเงินเมื่อวันที่ 4 เม.ย. ด้วยการรับปากจะอัดฉีดเงิน 1.4 ล้านล้านดอลลาร์เข้าเศรษฐกิจ เพิ่มการถือครองพันธบัตร 2 เท่าใน 2 ปี และเพิ่มการซื้อสินทรัพย์เสี่ยง หวังยุติภาวะเงินฝืด
ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจเพิ่มการซื้อสินทรัพย์เสี่ยง อย่างทรัสต์ฟันด์ที่ลงทุนในหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ หากตลาดยังผันผวนและคุกคามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
ด้านจีนนั้น ธนาคารกลางได้แจ้งไปยังธนาคารต่างๆ ว่าจะเข้มงวดเงื่อนไขด้านสินเชื่อ แต่ก็ได้ก้าวเข้ามาบรรเทาความตึงตัวหลังจากดอกเบี้ยกู้ยืมพุ่งขึ้น โดยธนาคารกลางจีนต้องการสกัดเงินไปยังระบบการเงิน "เงา" ที่ยิ่งทำให้เกิดการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์และหุ้น โดยต้องการดันเงินไปสู่ภาคที่ก่อให้เกิดผลผลิตต่อเศรษฐกิจเพื่อให้การเติบโตดำเนินไปอย่างยั่งยืน
แต่การตัดสินใจปล่อยให้ดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้นพุ่งขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความวิตกว่าภาวะตึงตัวชั่วคราวด้านสินเชื่ออาจลุกลามเป็นสินเชื่อตึงตัวระยะยาว
สำหรับตลาดเกิดใหม่ที่มีกระแสเงินทุน 8 ล้านล้านดอลลาร์ไหลมายังตลาดหุ้นและพันธบัตรนับจากปี 2547 ก็กำลังวิตกว่ากระแสทุนอาจเริ่มไหลออก
อินโดนีเซียนั้นได้ขึ้นดอกเบี้ยมาแล้ว 0.25% เป็น 6% เพราะถูกแรงกดดันจากค่าเงินรูเปียะห์ ซึ่งอ่อนค่าลงเหมือนเงินสกุลอื่นของเอเชีย
กรณีของอินเดียนั้น ตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 7.25% หลังจากลดมาแล้ว 3 ครั้งในการประชุมก่อนหน้านี้ พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงขาขึ้นของเงินเฟ้อ หลังจากเงินรูปีได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่นักลงทุนเทขายหุ้นในตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก





