วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เจรจาค้าเสรีอียู-สหรัฐ ยังไกลเกินเอื้อม

สหรัฐสหภาพยุโรป ตัดสินใจเริ่มการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี ในเดือนก.ค.นี้ เชื่ออุปสรรคมากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้เร็ว

เจรจาค้าเสรีอียู-สหรัฐ ความหวังยังเกินเอื้อม

ข่าวใหญ่ ที่ออกมาจากการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม 8 ชาติ หรือ จี8 ที่เมืองเอนนิสคิลเลน ในไอร์แลนด์เหนือ คือ การที่สหรัฐ และสหภาพยุโรป หรืออียู ตัดสินใจที่จะเริ่มการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี ในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งถ้าหากการเจรจานี้ประสบความสำเร็จ จะทำให้เกิดเขตการค้าเสรีขนาดใหญ่สุดของโลกผู้บริโภคอาจได้เห็นกระบวนการอนุมัติเวชภัณฑ์ที่เร็วขึ้น ราคาตั๋วเครื่องบิน และรถยนต์ที่ถูกลงกว่าเดิม

จนถึงขณะนี้ บริษัทที่กำลังหาทางทำธุรกิจทั้งในสหรัฐ และอียู ต่างต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่แตกต่างกันของแต่ละฝ่าย ระเบียบปฏิบัติที่ทำให้ต้องเสียทั้งเวลา และเสียทั้งเงิน ทั้งต่อผู้ผลิต และผู้บริโภค

ตัวอย่างของผลกระทบด้านบวกจากการบรรลุข้อตกลงเอฟทีเอ อาทิเช่น การที่สหรัฐ และอียู มีมาตรฐานความปลอดภัยเดียวกันสำหรับรถยนต์ ก็จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถประหยัดต้นทุนได้มากขึ้น และที่สุดแล้ว ส่วนประหยัดนี้ก็จะส่งต่อไปถึงผู้บริโภค

จากการคำนวณของอียูนั้น ข้อตกลงการค้าเสรี จะช่วยหนุนให้อียูมีผลผลิตเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 120,000 ล้านยูโรต่อปี และสร้างงานใหม่ราว 400,000 ตำแหน่ง ขณะที่แต่ละครัวเรือนก็จะมีภาระค่าใช้จ่ายลดลงราว 545 ยูโรต่อปี

ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป "นายโฮเซ มานูเอล บาร์โรโซ" ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีราคาถูกเกินกว่าที่ใครจะนึกฝันได้

อย่างไรก็ดี ยังมีอีกหลายฝ่ายที่ออกมาวิจารณ์ถึงแผนการดังกล่าว โดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม และกลุ่มเพื่อผู้บริโภค ต่างออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลกระทบด้านลบจากการทำข้อตกลงดังกล่าว

กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมแถวหน้าของโลก "กรีนพีซ" ระบุว่า นักล็อบบี้สำหรับอุตสาหกรรมเกษตร และอาหารของสหรัฐ ต่างพยายามกดดันอย่างหนัก เพื่อรับประกันว่าการเจรจาที่เกิดขึ้นจะกำจัดสิ่งที่พวกเขามองว่า เป็นมาตรฐานการปกป้องอุตสาหกรรมท้องถิ่น การเคลื่อนไหวที่อาจทำให้ต้องมีการหยิบยกเรื่องต่างๆ ขึ้นมาถกเถียงบนโต๊ะเจรจา อาทิเช่นเรื่อง กฎการติดป้ายแจ้งให้ผู้บริโภครับทราบว่าสินค้านั้นเป็นพืชตัดแต่งพันธุกรรม การที่อียูห้ามใช้ฮอร์โมนกระตุ้นการเติบโตในลูกวัว และวิธีการใช้คลอรีนเป็นส่วนผสมในน้ำที่นำมาล้างไก่ในโรงเชือด

ผลการศึกษาของมูลนิธิเบอร์เทลส์มานน์ ในเยอรมนี ตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบในด้านลบ ที่ข้อตกลงเอฟทีเอระหว่าง 2 ยักษ์เศรษฐกิจของโลก อาจมีต่อประเทศกำลังพัฒนา โดยความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นแฟ้นขึ้น อาจทำให้อียู กับสหรัฐ ซื้อสินค้า และบริการจากส่วนที่เหลือของโลกน้อยลง ซึ่งแอฟริกา และเอเชีย อาจได้รับผลกระทบหนักสุดจากข้อตกลงนี้

สำหรับประเทศในยุโรป อย่างเยอรมนีนั้น ไม่ได้มีความวิตกถึงการเจรจาดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งนายกรัฐมนตรีแองเกลา แแมร์เกิล ระบุว่า เยอรมนีไม่กลัวการแข่งขัน และว่าการปกป้องการค้าท้องถิ่นไม่ได้ช่วยเศรษฐกิจแต่อย่างใดกระนั้นก็ตาม อุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ได้คาดหมายว่า การเจรจาการค้าดังกล่าว จะบรรลุผลสำเร็จในเร็ววัน

หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร อีเอดีเอส ยักษ์ใหญ่ด้านอากาศยานของยุโรป "นายโทมัส เอนเดอร์ส" แสดงความเชื่อมั่นว่า มีอุปสรรคอยู่มากมายที่จะทำให้การเจรจาเรื่องนี้ ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้อย่างรวดเร็ว และว่าในมุมมองของอีเอดีเอสนั้น ต่อให้มีความพยายามที่จะออกกฏข้อบังคับฉบับใหม่ ก็ไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดการกีดกันการค้าขึ้นมาได้