เศรษฐกิจอินเดียสาหัสที่สุดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ผลจากการถอน"เงินร้อน"ของนักลงทุนต่างชาติ
สภาพการณ์ที่อินเดียประสบ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลงและการพึ่งพาเงินต่างชาติในปริมาณมาก อาจบ่งชี้ได้ว่าการเทขายอย่างหนักเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาท่ามกลางความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะชะลอการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เป็นเพียงแค่ปัญหาระยะสั้นหรือวิกฤติการเงินเต็มรูปแบบ
นับจากเดือนพ.ค. เงินรูปีของอินเดียอ่อนค่าลงมากที่สุดในบรรดาสกุลเงินของตลาดเกิดใหม่ รองจากเงินแรนด์ของแอฟริกา ผลจากการถอนทุนออกของนักลงทุนที่มองว่าสินทรัพย์ในประเทศเหล่านี้เสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากการยุติการผ่อนคลายทางการเงินของเฟดมากที่สุด
ตลาดในประเทศอื่นอย่างไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ต่างประสบปัญหาเงินทุนไหลออกเช่นเดียวกัน แม้ในปริมาณที่น้อยกว่า หลังจากกระแสทุนไหลเข้าเอเชียตั้งแต่ปี 2551 เมื่อเฟดเริ่มดำเนินมาตรการคิวอี
นายทิม คอนดอน นักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็นจี กล่าวว่ายังมี "เงินร้อน" อยู่ในไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียจำนวนมาก แต่หากจะมีประเทศใดได้รับผลกระทบมากที่สุด ก็คงจะเป็นอินเดีย เพราะมีปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดรุมเร้าอยู่
อย่างไรก็ตาม นายคอนดอนคิดว่าความเป็นไปได้ที่ผลกระทบจะลุกลามกลายเป็นวิกฤติระดับภูมิภาคเหมือนเมื่อปี 2550 หรือ 2540 มีน้อยมาก เนื่องจากสภาพแวดล้อมในอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกันมาก ในขณะนี้อัตราการเติบโตในเอเชียค่อนข้างแข็งแรง หนี้อยู่ในระดับสูงผลจากเงินไหลเข้าจากอเมริกาในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่หนี้ระยะสั้นที่ผันผวนอันเป็นสาเหตุให้เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540
ดังนั้น นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่จึงไม่กังวลต่อปรากฎการณ์ถอนเงินทุนออกจากตลาดเกิดใหม่และเข้าไปลงทุนในพันธบัตรสหรัฐที่ไม่มีความเสี่ยง ผ่านการปรับพอร์ตการลงทุนทั่วโลก
กระนั้น ประเทศที่ต้องพึ่งเงินจากต่างชาติจำนวนมากเพื่อชำระสินค้านำเข้าและดอกเบี้ย อย่าง อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และศรีลังกา ถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูง
นายโรฮินี มาลคานี นักเศรษฐศาสตร์ของซิตีกรุ๊ป คาดว่า ในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคมปีนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัดของอินเดีย ที่รวมถึงดุลการค้าและยอดชำระดอกเบี้ย ขาดดุลอยู่ที่ 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 4% ของผลผลิตเศรษฐกิจ ส่วนเงินทุนไหลเข้าสุทธิที่ 9.26 หมื่นล้านดอลลาร์นั้น ช่วยชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้
อย่างไรก็ตาม ความยากลำบากของอินเดียกำลังจะเกิดขึ้นจากเงินรูปีที่อ่อนค่าลงถึง 8% ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พร้อมกับหนี้ภายนอกระยะสั้นที่ 9.2 หมื่นล้านดอลลาร์ และทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่ 2.58 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเพียงพอสำหรับการชำระสินค้านำเข้าเพียง 6 เดือน ดังนั้นอินเดียจึงต้องดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติและหลีกเลี่ยงวิกฤติดุลชำระเงิน
นักวิเคราะห์จากธนาคารยูบีเอสประเมินว่าอินเดียเป็นผู้รับกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดเกิดใหม่มากที่สุด โดยกระแสทุนที่ไหลเข้าอินเดียมีจำนวน 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 เมื่อเปรียบเทียบกับเงินทุนที่ไหลเข้ามาจำนวน 6.3 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงสิบปีก่อนหน้านี้ และในช่วงปี 2552-2555 มูลค่าของตลาดหุ้นอินเดียได้พุ่งขึ้นสองเท่าแม้ว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจะชะลอตัวก็ตาม





