วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เวิลด์แบงก์หั่นจีดีพีโลกเหลือ2.2%

ธนาคารโลกหั่นจีดีพีโลกปีนี้เหลือ 2.2% จากเดิม 2.4% ชี้การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกมีสมดุลดีขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตปี 2551

ธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ ได้เผยแพร่รายงานการทบทวนคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2556 ที่กรุงวอชิงตันของสหรัฐ วานนี้ (13 มิ.ย.) โดยปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2556 ลงเหลือ 2.2% จากเดิมเคยคาดไว้ในเดือนม.ค.ปีนี้ที่ระดับ 2.4%

การคาดการณ์เศรษฐกิจโลกขยายตัวลดลงเล็กน้อยนี้ แต่ได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่เติบโต 5.1% ส่วนปีหน้าหรือในปี 2557 ธนาคารโลกได้ปรับลดจีดีพีโลกเล็กน้อยเช่นกัน เหลือ 3% จากเดิมให้ไว้ในเดือนม.ค.ปีนี้ที่ 3.1%

การลดคาดการณ์จีดีพีโลกปีนี้ เกิดขึ้นหลังจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะจีนกับบราซิล ขยายตัวน้อยลงกว่าคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ และธนาคารโลกได้ปรับลดคาดการณ์กลุ่มประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา ในเวลาที่การตัดลดงบประมาณกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนซบเซาทำให้เศรษฐกิจยุโรปยิ่งหดตัว จึงปรับคาดการณ์จีดีพียูโรโซนหดตัวมากขึ้นเป็นติดลบ 0.6% จากเดิมให้ติดลบเพียง 0.1%

หั่นจีดีพีตลาดเกิดใหม่

แม้ตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา จะเป็นภูมิภาคนำที่ช่วยเศรษฐกิจโลกเติบโตต่อไปได้ แต่ธนาคารโลกได้ปรับลดคาดการณ์ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาปีนี้ลงเหลือ 5.1% จากที่เคยคาดในเดือนม.ค.ปีนี้ที่ 5.5% โดยได้ปรับลดการเติบโตของจีนปีนี้เหลือ 7.7% จากเดิมให้ไว้ 8.4% และลดคาดการณ์การเติบโตของอินเดียปีนี้เหลือ 5.7% จากเดิมให้ไว้ 6.1% ส่วนบราซิลก็ลดลงเหลือ 2.9% จากเดิมให้ไว้โต 3.4%

ขณะที่นายโคชิค บาซู นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก กล่าวว่า การชะลอตัวของจีนเป็นที่คาดการณ์กันอยู่แล้ว ซึ่งเกิดขึ้นในจังหวะเร็วจนทำให้ผู้คนแปลกใจ เพราะจีนเคยขยายตัวได้ถึง 10% จนส่งผลมากมายให้กับเศรษฐกิจโลก จึงเป็นสิ่งสร้างความกังวลได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศแอฟริกาตอนใต้ทะเลทรายซาฮาราที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนของจีน

ปรับเพิ่มให้สหรัฐ-ญี่ปุ่น

แต่ในทางตรงกันข้าม ธนาคารโลกได้ปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีสหรัฐและญี่ปุ่น โดยให้คาดการณ์จีดีพีสหรัฐเป็น 2% ในปีนี้ เทียบกับคาดการณ์เดือนม.ค.ที่ให้ไว้ 1.9% ถึงแม้สหรัฐยังคงคุมเข้มการคลัง ซึ่งเป็นผลจากการได้นโยบายการเงินและการคลังมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และจากข้อมูลดิบที่ได้มาในช่วงที่ผ่านมาปีนี้ บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกกำลังกลับไปยืนได้ด้วยตัวเองอย่างเชื่องช้า และฟื้นตัวยังคงเชื่องช้าและไม่สม่ำเสมอ

ขณะเดียวกัน นายบาซู กล่าวว่า ธนาคารโลกได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของญี่ปุ่นไว้ 1.4% ปีนี้ จากเคยคาดการณ์ไว้0.8%ในเดือนม.ค.ปีนี้ และมองว่านโยบายการเงินและการคลัง ถือเป็นนโยบายเหมาะสมสำหรับญี่ปุ่นแล้ว แม้นโยบายดังกล่าวทำให้ค่าเงินบางประเทศในเอเชีย รวมถึงเงินบาทแข็งค่าขึ้นในขณะที่เงินเยนอ่อนค่าลง

ธนาคารโลกคาดว่า การส่งออกมากขึ้น อาจให้ประโยชน์แก่หลายประเทศรวมถึงไทย และฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นเหมือนแหล่งซัพพลายเชนและผลิตชิ้นส่วน ป้อนให้ญี่ปุ่น ในรายงานชี้ด้วยว่าเพื่อให้การเติบโตของญี่ปุ่นยังคงแข็งแกร่งจนถึงปี 2558 ญี่ปุ่นจะต้องดำเนินการเปลี่ยนแปลงนโยบาย เพื่อช่วยเพิ่มผลิตภาพของประเทศให้ดูสดใสมากขึ้น

ความเสี่ยงศก.โลกลดลง

นายบาซูกล่าวว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เคยทำให้เศรษฐกิจโลกไร้เสถียรภาพ กำลังเริ่มปรับลดลง แต่เตือนว่าการปรับลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ จะสร้างแรงกดดันให้กับรายได้ของกลุ่มประเทศและภูมิภาค ซึ่งเป็นผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์

ธนาคารโลกระบุถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจว่า มีแนวโน้มกำลังหมดไป และการเติบโตมีเสถียรภาพ หรือมั่นคงกว่าช่วงเกิดวิกฤติการเงินที่สหรัฐในปี 2551 จนทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยในเวลาต่อมา

"เรากำลังเข้าไปสู่ช่วงเวลาความผันผวนน้อยลง และการเติบโตกำลังชะลอตัวช้าลง ความผันผวนอย่างมากที่มาจากกลุ่มประเทศมีรายได้สูงนั้นมีน้อยลง อย่างที่เราสังเกตุเห็นในช่วงปีที่ผ่านมา" นายแอนดรู เบิร์นส์ ผู้จัดทำรายงานร่วมของธนาคารโลก กล่าว

นายเบิร์นส์ ตั้งข้อสังเกตุว่า การเติบโตเฟื่องฟูในช่วงเวลาก่อนเกิดวิกฤตินั้น เป็นผลจากฟองสบู่การเงิน และการเติบโตขณะนี้มีความสอดคล้องมากขึ้นกับศักยภาพพื้นฐานของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ส่วนนี้เป็นการเคลื่อนไหวไปสู่การเติบโตปกติครั้งใหม่ ภายหลังวิกฤติการเงิน

ขณะเดียวกันธนาคารโลกมองว่า ความพยายามของกลุ่มผู้กำหนดนโยบายในยุโรป เพื่อช่วยภูมิภาคจากวิกฤติหนี้สาธารณะได้บรรเทาความเสี่ยงสำคัญที่มีต่อเสถียรภาพตลาดเงินและการเติบโตของโลก และภัยคุกคามหลายอย่างตอนนี้มีขนาดลดลง ซึ่งรวมถึงราคาโภคภัณฑ์ลดลง และผลกระทบจากนโยบายการเงินผ่อนคลายแบบไม่คาดคิดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้ารวมถึงสหรัฐ

รายงานชี้ว่า โดยภาพรวมแม้เศรษฐกิจโลกขยายตัวแบบไม่แข็งแรงขึ้น ทั้งที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ มีการฟื้นตัวได้ไม่มากก็น้อย จากวิกฤติการเงินในปี 2551 ซึ่งนายบาซูให้ความเห็นระหว่างงานแถลงข่าวเกี่ยวกับการปรับคาดการณ์เศรษฐกิจโลกข้างต้นว่า แท้จริงแล้วมีบางอย่างคล้ายคลึงกับสิ่งที่ธนาคารโลกเคยพูดถึงเมื่อราว 6 เดือนก่อน

ทั้งนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า การเติบโตของกลุ่มประเทศมีรายได้สูง โดนกระหน่ำจากภาวะถดถอยในยูโรโซน จึงไม่น่าแปลกใจที่ยูโรโซนซึ่งสมาชิก 17 ประเทศได้รับการทบทวนให้เศรษฐกิจหดตัวมากที่สุด ซึ่งคาดการณ์ล่าสุดของธนาคารโลกให้เศรษฐกิจยูโรโซนหดตัวหรือติดลบมากขึ้นเป็น 0.6%

"ความท้าทายหลายอย่าง เป็นเรื่องยากลำบากเป็นพิเศษในกลุ่มประเทศมีรายได้สูงในยุโรป การปรับโครงสร้างการคลังยังคงดำเนินต่อไป" รายงานของธนาคารโลกระบุ

ในกรณีที่นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) กล่าวเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ว่า เฟดอาจลดความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ หากว่าแนวโน้มการจ้างงานมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องนี้นายบาซูเห็นว่า ในระยะสั้นหากสหรัฐดูดึงดูดใจมากขึ้น ก็จะมีการเคลื่อนไหวของเม็ดเงินให้เห็นอยู่บ้าง

จากรายงานของธนาคารโลกชี้ว่า การถอนนโยบายสนับสนุนกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจทำให้เกิดผลสืบเนื่องตามมาในระยะยาว เมื่อดอกเบี้ยในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาปรับขึ้นสูงกว่าดอกเบี้ยในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมมีการขยายตัวช้าและการลงทุนลดลง

วิกฤตกระทบตะวันออกกลาง

ทั้งนี้บรรดาผู้เชี่ยวชาญของธนาคารโลก ลงความเห็นว่าความเสียหายจากวิกฤติยูโรโซน ยังคงกระทบภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งกลุ่มประเทศคู่ค้าสำคัญที่สุดของยูโรโซน โดยกลุ่มประเทศเศรษฐกิจในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวได้ 2.5% เพราะภูมิภาคดังกล่าวยังรับรู้ถึงผลกระทบจากความตึงเครียดทางสังคมและการเมืองในช่วงเกิดการลุกฮือต่อต้านผู้นำ หรือที่เรียกกันว่า "อาหรับ สปริง" ถึงแม้ว่ามีสัญญาณดีขึ้นในตูนีเซียและโมรอคโกแล้วก็ตาม

รายงานของธนาคารโลก ชี้ว่าในทวีปแอฟริกาตอนใต้ทะเลทรายซาฮารา ควรดีขึ้นในปีนี้ ด้วยการเติบโตเร่งตัวขึ้นเป็น 4.9% จากระดับ 4.4% ในปี 2555 ด้วยแรงสนับสนุนจากปัจจัยต่างๆเป็นความต้องการภายในประเทศสดใส และได้เม็ดเงินจากแรงงานในภูมิภาคที่ออกไปทำงานในต่างประเทศไหลกลับเข้ามา