วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจจีนส่อแวว ไร้การฟื้นตัวไตรมาส2

ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาน่าผิดหวัง เป็นผลมาจากหลายปัจจัย รวมถึง เงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นมาอย่างมาก

วานนี้นี้ (8 มิ.ย.)จีนรายงาน ตัวเลขการส่งออกเดือนพ.ค.ที่ร่วงลงอย่างหนัก เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่การนำเข้าก็ร่วงลงอย่างไม่คาดฝันเช่นเดียวกัน สถานการณ์ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก กำลังต่อสู้กับการชะลอตัวในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และความต้องการในต่างประเทศที่ซบเซาหนัก

กรมศุลกากรจีนรายงานว่า ในเดือนพ.ค. จีนมียอดการส่งออกสินค้าขยับตัวขึ้นเพียง 1% เท่านั้น มาอยู่ที่ 182,800 ล้านดอลลาร์ ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ 14.7% เมื่อเดือนเม.ย. ทั้งตัวเลขที่ออกมายังต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์โดยเฉลี่ยของบรรดานักเศรษฐศาสตร์ที่ 5.6%

ตัวเลขส่งออกไปยังสหรัฐ ตลาดส่งออกขนาดใหญ่สุดของจีน ร่วงลง 1.6% ลดลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน ขณะที่ยอดการส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรป (อียู) ตลาดสำคัญอันดับ 2 ของผู้ส่งออกแดนมังกร ลดลง 9.7% และเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 เช่นเดียวกับตลาดสหรัฐ

ขณะที่การนำเข้าร่วงลง 0.3% มาอยู่ที่ 162,300 ล้านดอลลาร์ ลดลงอย่างหนักเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้านั้น ที่ปรับขึ้น 16.8% และต่ำกว่าที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ประเมินไว้ว่า จะปรับสูงขึ้น 5% ส่วนตัวเลขได้เปรียบดุลการค้าอยู่ที่ 20,400 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับเมื่อเดือนก่อนหน้านั้น

อย่างไรก็ดี ข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมา ยังพอจะมีความหวังอยู่บ้าง โดยกรมศุลกากรจีน ระบุว่า ยอดการนำเข้าโภคภัณฑ์สำคัญๆ ของบริษัทจีนเพิ่มขึ้นเมื่อเดือนพ.ค.เมื่อเทียบกับเดือนเม.ย. โดยได้แรงหนุนจากราคาในตลาดโลกที่ลดต่ำลง บ่งชี้ถึงความต้องการที่ยังมีความยืดหยุ่นอยู่บ้าง

กรมศุลกากร ระบุด้วยว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาค่อนข้างน่าผิดหวังดังกล่าว เป็นผลมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจท้องถิ่น ความต้องการต่างประเทศที่ซบเซา ต้นทุนของธุรกิจที่สูงขึ้น การแข็งค่าขึ้นในมูลค่าที่แท้จริงของเงินหยวน และสภาพแวดล้อมทางการค้าที่ย่ำแย่ลงกว่าเดิม

นอกจากนี้ ยังเป็นผลมาจากการกวาดล้าง การตกแต่งรายงานของผู้นำเข้า และผู้ส่งออก โดยบริษัทเหล่านี้อาจทำบัญชีการค้าเกินความเป็นจริง ในความพยายามที่จะหาทางเลี่ยงไม่ให้โดยรัฐบาลเข้าควบคุมการเคลื่อนไหวของเงินทุน และช่องทางการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้ามาในประเทศ

ทั้งนี้ การกวาดล้างดังกล่าวเกิดขึ้น หลังในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา การค้าระหว่างประเทศของจีนอยู่ในช่วงขาขึ้นมาตลอด ทำให้เกิดความสงสัยว่า บริษัทต่างๆอาจรายงานยอดส่งออกผิดจากความเป็นจริงเพื่อที่จะได้รับการยกเว้นภาษี หรือเพื่อหลีกเลี่ยงขั้นตอนการควบคุมเงินทุนไหลเข้าสู่ประเทศ ส่งผลให้ทางการได้นำกฎระเบียบใหม่ๆมาใช้เพื่อตรวจสอบกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย

นายชาง เจียน นักเศรษฐศาสตร์ที่บาร์เคลย์ แคปิตอล กล่าวว่า ข้อมูลเดือนพ.ค.เป็นผลมาจากการสกัดเงินร้อนไหลเข้าของจีนในช่วงที่ผ่านมานี้ พร้อมทั้งกล่าวว่า ข้อมูลการค้าที่อ่อนแอเกินคาดดังกล่าวจะนำไปสู่การผ่อนคลายนโยบายหรือไม่นั้น จำเป็นต้องมีการพิจารณาทบทวนร่วมกับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ

สำหรับในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2556 การค้าระหว่างประเทศของจีนขยายตัว 10.9% เมื่อเทียบรายปี

ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมา ยังตอกย้ำถึงความกังวลที่ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน อาจชะลอต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 2 ของปีนี้ โดยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีพยานหลักฐานออกมามากมาย ที่แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจแดนมังกรกำลังสูญเสียจังหวะขาขึ้นไปอย่างรวดเร็ว เพราะความต้องการในประเทศ ยังไม่มากพอที่จะเข้าไปชดเชยยอดขายที่เฉื่อยชาของการส่งออก

นางสาวเฉิน หลัน นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ในนครเซี่ยงไฮ้ แสดงความเห็นว่า ข้อมูลการค้าที่ออกมานั้น สะท้อนถึงความต้องการในประเทศ และต่างประเทศที่ย่ำแย่ บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวอย่างล่าช้าเกินความคาดหมายในไตรมาส 2

ช่วงเวลาแห่งการทดสอบ

เวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาอันยากลำบากสำหรับบรรดาแกนนำจีน เพราะข้อมูลที่ออกมาเป็นระลอก ต่างบ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกัน ถึงการขาดแรงหนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวขึ้นมาอีกครั้ง

นายจง ฉาน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน ระบุว่า เศรษฐกิจท้องถิ่น กำลังเผชิญกับแรงกดดันขาลงท และการพัฒนา เพื่อปรับปรุงการค้าระหว่างประเทศ ก็ยังเจอความท้าทายอย่างหนัก โดยเห็นได้ชัดว่า ความต้องการสินค้าจีนในต่างประเทศ ยังไม่ฟื้นตัวขึ้นมา ในขณะที่ ผู้ส่งออกก็ต้องเจอกับการแข่งขันในตลาดโลก ที่รุนแรงมากขึ้น

ผลสำรวจที่จัดทำขึ้นในเดือนนี้ แสดงให้เห็นว่า กิจกรรมโรงงานจีนหดตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน เมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ยอดคำสั่งซื้อเพื่อส่งออกก็ร่วงลงด้วย ส่วนการขยายตัวในภาคบริการก็ยังหยุดนิ่ง

บรรดานักเศรษฐศาสตร์ที่ตอบแบบสอบถามของสำนักข่าวรอยเตอร์ ก่อนที่ทางการจีนจะประกาศข้อมูลค้าปลีก และอุตสาหกรรมในวันนี้ (9 มิ.ย.) คาดการณ์ว่า ผลผลิตอุตสาหกรรมจีนในเดือนที่แล้ว น่าจะเพิ่มขึ้น 9.3% ไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับเมื่อเดือนเมษายน ส่วนการเติบโตในอุตสาหกรรมการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคงที่ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 2 ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนเมื่อปี 2555 มีแนวโน้มที่จะขยับขึ้น 20.5% ในช่วง5 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งตัวเลขดังกล่าว เทียบเท่ากับยอดการลงทุนที่เพิ่มขึ้น 20.2% ในเดือนพ.ค.

นักวิเคราะห์ คาดด้วยว่า ยอดค้าปลีกเดือนพ.ค. ขยับขึ้น 12.9% แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับ 12.8% เมื่อเดือนเม.ย. แต่ยังต่ำกว่าระดับการขยายตัวรายเดือนเมื่อปีที่แล้วที่ 14.2%

เดือนพ.ค.ที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการพัฒนา (โออีซีดี) ยังปรับลดตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจจีนสำหรับปี 2556 ลงมาอยู่ที่ 7.5% และ 7.8% หลังทางการจีนเผยว่า ไตรมาสแรกของปีนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 7.7% จากระดับ 7.9% ในไตรมาสก่อนหน้านี้ ซึ่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปีของจีนเมื่อปีที่แล้ว ที่ 7.8% นั้น ถือเป็นระดับที่อ่อนแอสุดในรอบ 13 ปี หรือนับแต่ปี 2542 เป็นต้นมา

ไร้สัญญาณฟื้นตัว

นายถัง เจี้ยนเว่ย นักเศรษฐศาสตร์จากแบงก์ ออฟ คอมมูนิเคชั่น ในนครเซี่ยงไฮ้ แสดงความเห็นว่า การขยายตัวของการส่งออกไปยังประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วรายใหญ่ๆ ค่อนข้างเชื่องช้า บ่งชี้ว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังไม่แข็งแกร่ง

"ความต้องการภายในประเทศ ยังคงซบเซา ส่งผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ และวัตถุดิบ" นายถัง ระบุ พร้อมเตือนว่า ข้อขัดแย้งทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างจีน กับประเทศคู่ค้ารายใหญ่ มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบขนาดใหญ่ต่อภาคส่งออก และนำเข้าของประเทศ

เช่นเดียวกับนักวิเคราะห์จากธนาคารเอเอ็นแซด ที่มองว่า โอกาสในการส่งออกของจีนยังมืดหม่นอยู่ เพราะความขัดแย้งทางการค้า และค่าเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นมาเกือบ 20% เมื่อเทียบกับเงินเยนในปีนี้

"เราเชื่อว่า จีนสูญเสียขีดความสามารถทางการแข่งขันไปมาก เมื่อเทียบกับอาเซียน และญี่ปุ่น ซึ่งข้อเท็จจริงเหล่านี้จะค่อยๆ สะท้อนออกมาในรายงานการส่งออกของจีนในเดือนต่อๆ ไป และจะส่งผลกระทบอย่างมาก ต่อตลาดแรงงานจีนที่ย่ำแย่อยู่แล้ว" นายหลิว หลี่กัง และนายโจว เฮ่า 2 นักวิเคราะห์จากเอเอ็นแซด ระบุ