ญี่ปุ่นเสี่ยงที่จะพลาดโอกาสในการใช้เงินลงทุนต่างชาติเพื่อช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ให้คำมั่นว่าจะทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่บริษัทเข้ามาทำธุรกิจได้อย่างสะดวกที่สุดในโลก อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของเขา ซึ่งในขณะนี้ได้รับการยอมรับในวงกว้าง โดยตลาดหุ้นทะยานขึ้นมาถึง 45% ในปีนี้ อีกทั้งคะแนนนิยมของนายอาเบะยังสูงถึง 70%
ล่าสุดนายอาเบะเปิดเผยเค้าโครงเพิ่มเติมเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว โดยมุ่งเพิ่มการส่งออกโครงสร้างพื้นฐานสามเท่าและการส่งออกสินค้าเกษตรอีกสองเท่า
อย่างไรก็ดี หนึ่งเดือนก่อนที่จะเปิดเผยยุทธศาสตร์ดังกล่าว ความพยายามของนายอาเบะในการเพิ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) แสดงให้เห็นสัญญาณเพียงเล็กน้อยว่าการลงทุนจากต่างชาติจะกลับมาเป็นปกติ
นายเคน เลบรัน ประธานคณะกรรมการเอฟดีไอประจำหอการค้าอเมริกันในญี่ปุ่น กล่าวว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา งานของเขา 90% เป็นการทำข้อตกลงกับบริษัทต่างประเทศ ด้วยเหตุผลเดียวกับที่บริษัทญี่ปุ่นไม่ซื้อบริษัทในประเทศ นั่นก็เพราะโอกาสในการเติบโตที่ย่ำแย่มากนั่นเอง แต่หลายฝ่ายหวังว่าการปฏิรูปของนายอาเบะจะช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นได้
หากดูเผินๆ แล้ว การขาย "ญี่ปุ่น" ให้กับนักลงทุนต่างชาติ ถือเป็นงานยาก เพราะประชากรสูงวัยและลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งบริษัทญี่ปุ่นเองยังไม่เชื่อมั่นตลาดในประเทศ และกักตุนเงินสดหรือไปลงทุนในต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจของบริษัทที่ปรึกษาระหว่างประเทศ แอคเซนเจอร์ ระบุว่า เสน่ห์ดึงดูดของญี่ปุ่น อยู่ที่ขนาดอันมโหฬารของเศรษฐกิจซึ่งมีมูลค่าถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์ จนเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของโลก
นอกจากนี้ รายงานจากบริษัทสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ และ บริษัทวิจัย ไอเอ็มเอส เมดิคัล ยังชี้ว่า ในส่วนของภาคธุรกิจประกันและเวชภัณฑ์ซึ่งเป็นส่วนที่นักลงทุนต่างชาติสนใจ ญี่ปุ่นถือเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐหากดูจากขนาดของตลาด
แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนต่างชาติ คือกำแพงการค้า ที่ทำให้เอฟดีไอเข้าสู่อันดับญี่ปุ่น อยู่อันดับท้ายๆ โดยเมื่อเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจแล้ว เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติที่ไหลเข้าญี่ปุ่น อยู่ในอันดับต่ำสุดในบรรดาชาติพัฒนาแล้ว 34 ประเทศขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ โออีซีดี
ยอดรวมของเอฟดีไอที่ไหลเข้ามาในประเทศต่ำกว่า 4% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นเมื่อสิ้นปี 2554 ขณะที่เอฟดีไอของอังกฤษอยูที่ 48.8% ของจีดีพีในปี 2554 ส่วนสหรัฐอยู่ที่เกือบ 1 ใน 5 ของจีดีพี
ดัชนีชี้วัดความเข้มงวดด้านหลักเกณฑ์เอฟดีไอซึ่งรวมถึงข้อจำกัดการถือหุ้นต่างชาติ การกลั่นกรองและอนุมัติขั้นตอนต่างๆ กฎในการจ้างคนต่างชาติ และการส่งเงินกลับประเทศ แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจมากที่สุดในกลุ่มโออีซีดีเมื่อปี 2555
นักเศรษฐศาสตร์แนะว่า ปัญหาดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่อนปรนและลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ลดกฎระเบียบที่ยุ่งยากและมากเกิน ซึ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางแม้แต่กับบริษัทญี่ปุ่นด้วยกันเอง





