บริษัทเกาหลีใต้ กำลังตกอยู่ในสภาพเดียวกับบริษัทญี่ปุ่นเมื่อ 20 ปีก่อน ผู้ส่งออกรายใหญ่ๆ อย่าง ซัมซุงฯย้ายฐานการผลิต
แนวโน้มดังกล่าว ยังหมายความว่า ความกังวลต่อเรื่องการอ่อนค่าของเงินเยนที่จะส่งกระทบต่อผู้ส่งออกในประเทศนั้น อาจเป็นเรื่องที่วิตกกันมากเกินไป และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ที่ทำให้สินค้าส่งออกจากญี่ปุ่นมีราคาถูกลง อาจจะสามารถมีส่วนช่วยเหลือเป้าหมายของประธานาธิบดีปาร์ก กึน เฮที่ต้องการจะเบนเข็มนโยบายที่เคยให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออกมาที่อุตสาหกรรมบริการภายในประเทศ
นายจุน มิน กู นักเศรษฐศาสตร์จากโคเรีย อินเวสต์เมนต์ แอนด์ ซีเคียวริตีส์ กล่าวว่า การชะลอตัวในภาคส่งออก ดูเหมือนจะเป็นสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาล จะต้องทำให้ภาคบริการมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งภาคธุรกิจนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักสำหรับตลาดแรงงานในอนาคต
นายกู ระบุด้วยว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วที่ได้รับอานิสงส์จากผู้ส่งออกรายใหญ่ไม่ได้มีส่วนช่วยเหลือให้เกิดการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานภายในประเทศ และรายได้ครัวเรือนแต่อย่างใด
ภาคส่งออกของเกาหลีใต้ ซึ่งยังถูกมองว่าเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีผลประกอบการที่ต่ำกว่าแนวโน้มโลกมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โดยสมาคมการค้า อุตสาหกรรม และพลังงานเกาหลีใต้ เผยว่า ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เกาหลีใต้มียอดส่งออกเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้านี้แค่ 0.4% เท่านั้น ขณะที่ดุลการค้า แสดงให้เห็นถึงการได้เปรียบดุลการค้าเป็นเดือนที่ 15 ติดต่อกัน
ความต้องการโทรศัพท์มือถือ และสินค้าอิเล็กทรอนิคส์อื่นๆ ของผู้ผลิตแดนโสมขาว ช่วยชดเชยกับผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินเยน โดยในเดือนเมษายน ยอดส่งออกของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 46,290 ล้านดอลลาร์ แรงหนุนจากการฟื้นตัวอย่างเบาบางของเศรษฐกิจโลก ขณะยอดการนำเข้าร่วงลง 0.5% ที่ 43,710 ล้านดอลลาร์ ทำให้มียอดได้เปรียบดุลการค้าอยู่ที่ 2,580 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ เกาหลีใต้ยังต้องพึ่งพาการการค้าเป็นอย่างมาก โดยภาคส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 56% ของจีดีพีประเทศเมื่อปี 2554 สูงกว่าญี่ปุ่น ที่ระดับ 15% และค่าเฉลี่ยของ 34 ชาติสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ โออีซีดี ที่ 29 %
ข้อมูลของธนาคารกลางเกาหลีใต้ ยังแสดงให้เห็นว่า ในช่วง 6 ปี นับแต่ปี 2549 เป็นต้นมา บริษัทท้องถิ่นมีการเข้าไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า มาอยู่ที่เกือบ 200,000 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการโยกย้ายฐานการผลิตไปยังแหล่งผลิตที่มีต้นทุนต่ำกว่า หรือใกล้ชิดกับตลาดผู้บริโภคมากกว่า





